ตำราปลุกปั่นเเนวคิดเคาะวาริจสมัยใหม่

ตำาราเคาะวาริจญ์

ตำราปลุกปั่นเเนวคิดเคาะวาริจญ์สมัยใหม่ 
เรียบเรียงโดย อบูรอซี่ย์ ยะหฺยา หัสการบัญชา

ตำราที่เป็นจุดเริ่มต้นของการปลุกปั่นแนวความคิดเคาะวาริจสมัยใหม่คือ ตำรา นะเซาะรียะตุลอิสลาม อัซซิยาซียะฮ์ (ปีค.ศ. 1939)และตำรา อัลมุศเฏาะละหาต อัลอัรบะอะฮ์(อัลอิลาฮ์ อัรร็อบ อัดดีน อัลอิบาดะฮ์ ในปีค.ศ. 1941 โดยเล่มนี้มีการแปลเป็นภาษาไทยด้วย และแพร่หลายในหมู่ผู้ฝักใฝ่แนวความคิดของกลุ่มอิควานุลมุสลิมีน และกลุ่มอื่นๆที่มีแนวความคิดคล้ายคลึงกันนี้ เช่น กลุ่มญะมาอะฮ์ตักฟีร วัลฮิจเราะฮ์ ที่นำโดยชุกรีย์ มุศเฏาะฟา ฯลฯ) ทั้งสองเล่มนี้เขียนโดยอะบุลอะอฺลา เมาดูดีย์ โดยสองเล่มนี้ถือเป็นตำราที่โดดเด่นมากในการขับเคลื่อนแนวความคิดแบบเคาะวาริจสมัยใหม่ ภายใต้ถ้อยคำอำพรางว่า “ทฤษฎีการญิฮาด(ต่อสู้ในหนทางของอิสลาม)”

ซึ่งตำราทั้งสองเล่มนี้เป็นสาเหตุให้เกิดการตัดสินแบบผิดๆต่อมุสลิมว่าเป็นผู้ปฏิเสธ(ตักฟีรฺ) และการเข่นฆ่ามุสลิมทั่วไปแบบผิดๆ และสรุปได้ว่าอบุลอะอฺลา เมาดูดีย์ ถือเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มวางทฤษฎีเคาะวาริจสมัยใหม่ โดยมีผู้ที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดของเขามากมาย หนึ่งในคนเหล่านั้นคือ สัยยิด กุฏบ์ โดยถือได้ว่าสัยยิดกุฏบ์เป็นผู้ที่มีบทบาทมากที่สุด ในการนำเอาทฤษฎีของเมาดูดีย์มาปรับสู่การปฏิบัติจริง โดยการแต่งตำราวางแผน และรูปแบบ ระเบียบการต่างๆเพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายของแนวความคิดเคาะวาริจสมัยใหม่ โดยตำราที่โดดเด่นที่สุดของเขาในเรื่องนี้คือ มะอาลิม ฟิฏเฏาะรีก

G075.jpg
หนังสือหลักชัยอิสลาม

ที่นับว่าเป็นต้นแบบและธรรมนูญของบรรดาเคาะวาริจสมัยใหม่ในยุคต่อๆมาจนถึงปัจจุบัน ที่สร้างความวุ่นวายและการเข่นฆ่านองเลือดอย่างมาก

ตรงนี้สรุปได้ว่าผู้ริเริ่มทฤษฎีเคาะวาริจสมัยใหม่คือ เมาดูดีย์ และสัยยิด กุฏบ์ก็คือ ผู้โดดเด่นในการนำทฤษฎีเคาะวาริจสมัยใหม่มาปรับและนำไปสู่การปฏิบัติจริง

โดยหลักการและแนวความคิดแบบเคาะวาริจสมัยใหม่ที่สำคัญๆของเมาดูดีย์ และสัยยิด กุฏบ์ มี 5ข้อ ดังนี้

1. เป้าหมายหลักของบรรดานบีทุกยุคสมัยในการเชิญชวนกลุ่มชนของพวกเขาก็คือ การเรียกร้องไปสู่การใช้กฎหมายของอัลลอฮ์(หากิมียะฮ์)
ซึ่งตรงนี้ค้านกับแนวทางที่ถูกต้อง เพราะเป้าหมายหลักที่บรรดานบีเรียกร้องคือการเคารพบูชาอัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียว(อุลูฮียะฮ์) และออกห่างจากการตั้งภาคต่อพระองค์(ชิรกฺ)

2. บนโลกใบนี้ไม่มีญะมาอะฮ์(กลุ่ม หมู่คณะ)มุสลิมที่แท้จริงเลย จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างญะมาอะฮ์ที่แท้จริงขึ้นมา สัยยิดกุฏบ์กล่าวว่า”โลกปัจจุบันนี้ไร้ซึ่งประเทศมุสลิม ไร้ซึ่งชุมชนมุสลิมที่ใช้กฎหมายของอัลลอฮ์และหลักการปฏิบัติศาสนกิจของอิสลาม(ดูตำรา ฟีซิลาลิลกุรอาน เล่มที่4 หน้าที่ 2122
ตรงนี้ถือเป็นการตัดสินมุสลิมและชุมชนมุสลิมบนโลกนี้ทั้งหมดโดยภาพรวมว่าเป็นผู้ปฏิเสธอิสลาม(กาฟิร)

3. เรียกร้องไปสู่การปลีกตัวและอพยพออกจากประเทศและเมืองต่างๆในโลกอิสลาม โดยกล่าวอ้างว่าประเทศและเมืองเหล่านั้นเป็นแผ่นดินของพวกปฏิเสธอิสลาม

4. ตัดสินบรรดาผู้นำ ผู้ปกครองมุสลิมในประเทศอิสลามว่าเป็นผู้ปฏิเสธอิสลาม(กาฟิร) โดยอ้างว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่ใช้กฎหมายอิสลามปกครองประเทศ

5. แบ่งแยกมุสลิมออกจากบรรดาปราชญ์มุสลิมผู้ยืนหยัดในแนวทางสะลัฟ โดยการสร้างภาพในด้านลบ และกล่าวหาใส่ร้ายพวกท่านเหล่านั้นว่าเป็นอุละมาอฺ สลาฏีน(ผู้รู้ที่เป็นหุ่นเชิดของกษัตริย์และผู้นำประเทศ โดยตอบปัญหาหรือสอนอิสลามให้แก่ผู้คนตามอารมณ์และความต้องการของกษัตริย์, ผู้นำประเทศ) ดังที่เราจะเห็นในปัจจุบันว่า มีคนบางกลุ่มที่พยายามดิสเครดิต และสร้างภาพลบให้แก่ปราชญ์มุสลิมหลายท่าน เช่นเชคอับดุลอะซีซ บินบาซ ฯลฯ

แม้อบุลอะอฺลา เมาดูดีย์ และ สัยยิด กุฏบ์จะตายจากไปโดยสัยยิดถูกตัดสินแขวนคอ แต่ผู้สืบทอดแนวความคิดและเจตนารมย์ของเขายังคงมีอยู่จวบจนทุกวันนี้ ทั้งที่เปิดเผย และอำพรางตน และทั้งที่เป็นองค์กรหรือส่วนบุคคล

วัลลอฮุ อะอฺลัม

อ้างอิงและสรุปจากตำรา อัลกิศเศาะฮ์ อัลกามิละฮ์ ลิเคาะวาริจ อัศรินา โดยเชค อิบรอฮีม ศอลิหฺ อัลมุฮัยมีด หน้าที่ 35-57 และหน้าที่ 71