สองเเก่นเเนวคิดแห่งการทำลายล้างของกลุ่มอิควาน อัลมุสลิมูน  มีที่มาจากใหน?


สองเเก่นเเนวคิดแห่งการทำลายล้างของกลุ่มอิควานอั้ลมุสลิมูน
มีที่มาจากใหน?

โดยเชคอบูอิย้าด อัมจ้าด รอฟิก
แปลโดย อบูจัสมิน [20 มกราคม 2555]

หนึ่ง – แนวความคิดของหะซัน อัล-บันนา ผู้นำอิควาน:

“แนวความคิด มารวมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่สำคัญว่า ใครจะมีหลักความเชื่ออย่างไร“

สอง – แนวความคิดของ สัยยิด กุฏบ์

“แนวความคิดปฏิวัติล้มล้างสถาบันการปกครอง เพื่อสถาปนาสังคมในอุดมคติ ที่ปกครองด้วยความยุติธรรม”

ทั้งสองเเนวคิดนี้มีต้นตอมาจากเเนวคิดของพวก “ฟรีเมสัน” ในศตวรรษที่ 19


ที่เคยใช้ล้มล้างระบอบกษัตริย์ และชนชั้นปกครองของชาวคริสเตียนในยุโรป บทความนี้จะนำเสนอคำพูดของอุลามะอ์ที่ยืนหยัดบนเเนวทางสะลัฟ ได้แก่ เชคร่อเบียะอฺ บิน ฮาดียฺ,และเชค อุบัยดฺ อัล-ญาบีรีย์ โดยประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ดังต่อไปนี้

– ส่วนที่ 1 จะกล่าวถึง “กฎทอง” ของหะซัน อัล-บันนา และอัล-อิควาน อัล-มุสลิมูน ซึ่งในความจริงแล้วมันเป็นเพียงแค่การถอดแบบมาจากแนวความคิดของสมาคม “ฟรีเมสัน” ทั้งหลักการและสโลแเกน
“ความเป็นพี่น้อง ความสามัคคี ความเป็นเอกภาพ บนหลักความเชื่อที่เเตกต่าง”

– ส่วนที่ 2 ในบทความนี้เกี่ยวข้องกับกลยุทย์ “มาเกียเวลลีและฟรีเมสัน” ที่พบในคู่มือและงานเขียนต้นฉบับของขบวนการอิควานที่เคยนำมาใช้ปลุกระดมต่อต้านผู้ปกครองในประเทศมุสลิม

– ส่วนที่ 3 ตอนสุดท้ายนี้ได้นำเอาข้อความเพิ่มเติมจาก เชค อุบัยดฺ อัล-ญาบิรียฺ มาอธิบายเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความหลงผิดของคนกลุ่มนี้

– ในบทความนี้ (ผู้แปล) ขอยกมาเฉพาะ ส่วนที่ 1 –

จากกฏแห่งการทำลายล้างของกลุ่มฟรีเมสัน จนมาถึงหะซัน อัล-บันนา และขบวนการอัล-อิควาน อัล-มุสลิมูน

เชครอเบียอฺ  อิบนุฮาดีย์ อัลมัดคอลีย์ กล่าวใว้ในหนังสือ “มัจมูอฺ คุตุบ วา รอซาอฺอีล” (14/205-206) ความว่า

“ตอนนี้พวกเขากำลังนำเราไปสู่ความเป็นเอกภาพทางศาสนา เริ่มต้นจากสิ่งที่เลวร้ายด้วยการสร้างสโลแกนที่ว่า “เรามาร่วมมือกันในสิ่งที่พวกเราเห็นพ้อง และประณีประนอมในสิ่งที่เราเห็นต่าง” นี่คือหลักการอันเป็นมลทินจากองค์กรฟรีเมสัน หลักการนี้ถูกคิดค้นขึ้นโดยพวกฟรีเมสัน เพื่อที่จะรวบรวมทุกสังคม ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา และทุกๆ ความเชื่อเข้าด้วยกัน ภายใต้ร่มธงแห่งฟรีเมสัน (ร่มธงแห่งอำนาจของฟรีเมสัน) ดังนั้น หลักการนี้ (ดังที่กลุ่มอิควานนำมาใช้) ในช่วงเริ่มต้น พวกเขาจะเรียกร้องมุสลิมทั้งหมดให้มารวมกันเป็นหนึ่งเดียวก่อน โดยไม่สนใจว่าคนที่มารวมมือกันภายใต้สโลเเกน “อุมมะฮ์วาฮีดะฮ์-ประชาชาติหนึ่งเดียว”  จะมาจากพวกชีอะห์รอฟีเฏาะฮ์ พวกบาฏีนียะฮ์ และพวกซูฟียะฮ์ก็ตาม แล้วจากนั้นพวกเขาก็ขยายวงกว่างออกไป โดยป่าวประกาศเรียกร้องไปสู่ความเป็นเอกภาพกับชาวคริสเตียน ภายใต้สโลเเกน “มารวมกันเถิดวงศ์วานแห่งอับราฮัม” (the Abrahamic faction) จนนำไปสู่ความเป็นเอกภาพกับศาสนาอื่น และพวกเขาเริ่มจัดเสวนาระหว่างศาสนาขึ้น จนกระทั่งผู้คนเคลิบเคลิ้มมึนเมากับสิ่งเหล่านี้ เป็นการสถาปนากลุ่มชนเเห่งการทำลายล้าง เนื่องจากพวกเขาได้สร้างกลุ่มคนชุดใหม่ขึ้นมาภายใต้สโลเเกน “ประชาชาติเดียวกัน” รวมกันบนหลักศรัทธาที่หลากหลาย และปราศัยมันออกไป เพียงเพื่อต้องการสร้างความเคลิ้มเคลิ้มเเก่ผู้คน ให้หันมาสนใจความคิดของพวกเขา เล่นกับความคิดของผู้คน ชี้นำพวกเขาออกห่างจากแนวทางที่เที่ยงตรงของอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา.

“[มัจมูอฺ คุตุบ วา รอซาอฺอีล” (14/205-206)]

• บันทึกย่อ

ประการที่แรก : ฟรีเมสัน เป็นสำนักคิดหนึ่งที่ก่อตั้งขึ้นมามีเป้าหมายต้องการทำลายความเป็นอธิปไตยของทุกประเทศ แนวปฏิบัติและการดำเนินงานมีจุดมุ่งหมายเพื่อก่อตั้งธนาคารกลางเอกชน (เพื่อปล่อยสกุลเงินในการใช้หนี้) ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ควบคุมเบ็ดเสร็จทั้ง ระบบเศรฐกิจ และระบอบการปกครองของทุกประเทศ (รวมทั้งครอบครองทรัพยากรทางธรรมชาติของพวกเขาด้วย) ทุกสงครามที่เกิดขึ้น และการปฏิวัติ ตลอดช่วงเวลาระยะเวลา 200 ปีที่ผ่านมา พวกเขาล้วนมีความเกี่ยวข้องกับในต่อสู้ และวางแบบระบอบเศรษกิจใหม่ ในแต่ละประเทศก่อนที่จะครอบคลุมไปทั่วทั้งโลก จุดมุ่งหมายนี้ คือการสร้างความกลมกลืน ความก้าวหน้าทางสังคม ชาติ ศาสนา และหลักความเชื่อภายใต้อำนาจหนึ่งเดียว ซึ่งจะบังคับใช้ระบอบคอมมิวนิสต์กับประชาชน ในขณะที่เงินทั้งหมดถือครองโดยผู้ที่อยู่ระดับสูงขึ้นไป

ส่วนแนวความคิดคอมมิวนิสต์ของ “มาร์คซ์และอีเกิล” ซึ่งเคยเป็นแบบพิมพ์เขียวทางอุดมการณ์ในช่วงกลางของศรรตวรรษที่ 19 ปูทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในช่วงศรรตวรรษที่ 20 ด้วยการระดมมวลชนเพื่อดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายนี้ (ด้วยการสร้างอุดมการณ์ สร้างวัฒนธรรมใหม่ขึ้น กระทั่งนำไปสู่การก่อปฏิวัติในทางกายภาพ) ด้วยสโลแกนที่แฝงด้วยการหลอกลวง โป้ปด และการหักหลัง ที่ประกาศก้องไปทั่วโลก นั้นคือ สโลเเกนของการเรียกร้อง 3 ประการ ด้วยกันคือ  “เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ” ”

– ซึ่งความหมายที่แท้จริงมันมีอะไรบางอย่างที่เเฝงอยู่มากกว่าสิ่งที่ผู้คนคิดว่ามันควรจะเป็น (รวมถึง) – “กฎทอง”  ของขบวนการ อัล-อิควาน “เรามาให้ความร่วมมือกันในสิ่งที่เราต่างยอมรับ และประณีประนอมในสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย” แนวความคิดนี้รับมาจาก มูฮัมมัด อับดูฮ์ (มะตูรีดีย์, อาชาอิเราะฮ์) จาก ญามาลุดดีน อัลอัฟฆอนียฺ (บาตินีย์,ฟรีเมสัน) เเละสืบทอดไปสู่ หะซัน อัลบันนา(ซูฟีย์)

ประการที่สอง : สองมันฮัจญ์หลักของกลุ่มอิควาน อัลมุสลิมูน ที่หะซัน อัล-บันนา และสัยยิด กุฏบ์ ก่อตั้งขึ้น มีที่มาจาก “สโลแกนของฟรีเมสัน และหลักการร่วมมือเป็นหนึ่งเดียว” การรวบรวมมวลชนเป็นให้เป็นกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งที่ยึดเอาคำโฆษณาชวนเชื่อของพวกเขาเป็นอุดมการณ์ (โดยไม่สนใจว่าใครมีความเชื่ออย่างไร) และอีกเเนวทางคือ การระดมพลที่ได้รับการปลูกฝังเเนวความคิดนี้ใว้ ไปสู่การก่อปฏิวัติ ล้มผู้นำ แม้วิธีการเหล่านี้ถูกสวมในนามอิสลามตามแนวความคิดของอัล-อิควาน ก็ตามที แต่ต้นกำเนิดของมันก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่ามาจากพวกฟรีเมสัน สะท้อนถึงการเรียกร้อง “สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค  และภราดรภาพ” ออกมา ทำให้ประวัติศาตร์ในช่วงศรรตวรรษที่ 19 และศรรตวรรษที่ 20 ดำเนินไปด้วยหลักการนี้ เเละอีกไม่นานมันก็จะคลืบคลานมาใกล้ตัวคุณมากขึ้น

ความจริงที่ต้องยอมรับว่าสองเเนวทางนี้ ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับชารีอะฮ์และสุนนะฮ์ของท่านเราะซูล ศ้อลัลลอฮุอาลัยฮิวะซัลลัม ทั้ง “การรวมเป็นหนึ่งโดยไม่สนใจต่อหลักความเชื่อ การปฏิวัติเพื่อล้มล้างผู้นำเพื่อที่จะสร้างสังคมใหม่ภายใต้ระบอบสังคมที่มีความยุติธรรมตามที่อ้าง” ซึ่งขัดเเย้งกับหลักการอิสลาม ที่ว่า “ชาวสุนนะฮ์จะไม่รวมกับพวกบิดอะฮ์หลงผิดทั้งหมด และจงอดทนต่อการกดขี่ และความอยุติธรรมของผู้นำ”

กฏหมายชารีอะฮ์อิสลามนั้นมาพร้อมกับสิ่งที่รักษาศาสนาให้บริสุทธิ์และสร้างสวัสดิภาพในทางโลกเเก่ผู้ที่ยึดถือ ทั้งสองประการนี้มิได้มาจากความคิดของใครคนใดคนหนึ่ง เป็นผู้กำหนดมันขึ้นมาเองตามสถานการณ์ที่เขาประสบ ในทางกลับกันความคิดของมนุษย์ย่อมมีแนวโน้มโอนเอียงในทางตรงข้าม เเละมุ่งเข้าหาอารมณ์ฝ่ายต่ำ

ธรรมชาติของมนุษย์คือ ผู้ไม่รู้, มีความรีบร้อน และขาดวิสัยทัศน์กว้างไกล ขาดความรอบคอบรัดกุม และบ้างก็มีความโง่เขลา ซึ่งแนวทางของอิควาน และผู้เจริญรอยตามพวกเขา ได้ผลิตเเนวคิดที่ขัดเเย้งกับสองรากฐานสำคัญของศาสนาอิสลาม และยังนำสโลเเกน และเเนวคิดของพวกฟรีเมสันมาใช้ เเละยังได้อุตริหลักการ “อัล-ฮากิมียะฮ์” ขึ้นมาอีก ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเป็นการกุความเท็จอันใหญ่หลวง มันเป็นเพียงเเค่วาทะกรรมที่หลอกลวง ราวกับน้ำผึ้งที่ถูกอาบด้วยยาพิษ หลอกลวงผู้คนที่ขาดความเข้าใจที่ถูกต้องในชารีอะฮ์อิสลาม  และพวกเขาพุ่งเป้าไปที่เยาวชนที่มีความมุ่งมั่นทั้งหลาย

ประการที่สาม : การสร้างภราดรภาพ ที่เริ่มต้นด้วยการสมานฉันท์ กับพวกบิดอะฮ์ และพวกหลงผิด และจบลงด้วยการสมานฉันท์ศาสนาอื่น ตัวอย่างความสัมพันธ์อันเเน่นเเฟ้นของสัยยิด กุฏบ์เเละชีอะห์ ได้เเก่

• สัยยิด กุฏบ์ และความใกล้ชิดกับรอฟีเฏาะฮ์ อายาตุลลาฮ์ กาชานี ของอิหร่าน
• สัยยิด กุฏบ์ และความใกล้ชิดกับรอฟีเฏาะฮ์ นาวาบ สาฟาวี อัลชีอียฺ
• ฮะซัน อันบันนา กับ มูฮัมมัด อัลกุมมียฺ  และอายาตุลลอฮ์ กาชานียฺ
• หะซัน อันบันนาและการรวมกลุ่มต่างๆ เป็นหนึ่งเดียว
• หะซัน อันบันนา อะลุซซุนนะตฺ และชีอะห์ เป็นหนึ่งเดียวกัน
• มูฮัมมัด มูรซียฺ กับความเชื่อของมุสลิมและคริสเตียน


รายละเอียดทั้งหมดเราจะนำเสนอในภายหลังอินชาอัลลอฮ์

รวมถึงคำกล่าวต่างๆ ของบรรดาหัวหน้ากลุ่มอิควาน ที่ก่อตั้งขึ้นมาด้วยเเนวคิด(ที่มาจากฟรีเมสัน) คือ เเนวคิด “ประชาชาติเดียวกันบนความเชื่อและศาสนา ที่หลากหลาย” ซึ่งผู้ที่เรียกร้องคนสำคัญของแนวคิดนี้ คือยุซุฟ อัล-กอรฏอวียฺ

เชครอเบียอฺ กล่าวว่า “คนพวกนี้จะเริ่มต้นด้วยการสร้างสัมพันธ์กับรอฟีเฎาะฮ์ บาตีนียะฮ์ และซูฟียะฮ์ และสุดท้ายก็จบลงด้วยการสานสัมพันธ์ศาสนานิกอื่น”

 ประการที่สี่ :  แนวความคิดฟรีเมสันในเรื่อง ความเท่าเทียม และการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ  อันหมายถึงความเป็นอิสระจากการปกครองแบบเผด็จการและผู้มีอำนาจไม่ว่ากษัตริย์หรือผู้ปกครอง (แนวความคิดนี้) จะนำมาซึ่งการปฏิวัติและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ รวมทั้งการกระจายความมั่งคั่งแบบคอมมิวนิสต์ โดยยึดหลักสังคมนิยมเพื่อความเท่าเทียมกันของทุกคน”

“ประการต่อมา : นี่คือการตีความบทบัญญัติศาสนาที่สัยยิด กุฏบ์ แอบสอดแทรกความคิดของตัวเองเข้าไปยังหลักการอิสลาม โดยยึดแนวความคิดสังคมนิยมแบบมาร์ก  ที่เกี่ยวข้องกับการริบทรัพย์จากชนชั้นสูง เพื่อกระจายยังหมู่คนจน ตามที่สัยยิด กุฏบ์ ต้องการให้เป็น เขาได้หยิบยืมแนวความคิดนี้มาจากคอมมิวนิส และหลักการของตะวันตกรวมไปจนถึงทฤษฏีบทของมัน ซึ่งได้รับความนิยมในช่วงเขายังมีชีวิต ซึ่งตัวเขาเองก็ซึมซับหลักการและทฤษฎีบทเหล่านั้น และเข้าไปฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของแม้ในยามที่เขาเขียนตำราขึ้นภายใต้ชื่อของอิสลามก็ตาม ยิ่งตอนที่เขาได้ขึ้นไปอยู่ ณ จุดสูงสุดของการปฏิวัติ “the Nasserite Taaghootee revolution (ปี 1952)” ได้นำทฤษฏีรวมศูนย์อำนาจแบบสังคมนิยมมาปรับใช้ เกิดจากการที่เขาได้วางรากฐาน จากทฤษฏีที่เขียนเอาใว้ ทั้งเขาเเละผู้ติดตามทั้งหลายได้ร่วมกันสร้างระบอบสังคมนิยมแบบมาร์กขึ้นโดยหลอมรวมเข้ากับอาภรณ์แห่งอิสลาม เกิดมาจากสิ่งที่อิสลาม และมุสลิมถูกกดขี่ข่มเหงมาตลอด”

ดู เชคร่อเบียะอฺ ใน “อัล อะวาอะซิม ฟี กีตาบ สัยยิด กุตุบ มิน อัล กอวาอะซิม” หน้า 38 พิมพ์ครั้งที่ 1 ปี 1995

เชครอเบียอฺ ยังกล่าวอีกว่า มันฮัจญ์ของคนเหล่านี้ได้มาจากพวกคอมมิวนิสต์ ก่อนหน้านั้นก็รับอิทธิพลจากพวกเคาะวาริจที่ยุคแรก คำกล่าวของท่านปรากฏในหนังสือ กัชฟฺ อัลซิตตารฺ หน้า 32 ความว่า :

“นี่คือแนวความคิดการก่อปฏิวัติ เราจะไม่กล่าวว่ามันได้รับอิทธิพลจากแนวความคิดของพวกเคาะวาริจ แต่เรากล่าวว่ามันได้รับอิทธิพลมาจากพวกคอมมิวนิสต์ พวกชาตินิยม และการปฏิวัติของพวกเซคิวลาร์ ก่อนที่จะได้รับอิทธิพลจากพวกเคาะวาริจ เพราะพวกที่เริ่มปลุกระดมเเรกๆ นั้นมาจากพวกที่เป็นศัตรูของอัลลอฮ์ (ซบ.) จากพวกยิว คริสเตียน คอมมิวนิสต์ รวมทั้งพวกปัญญาชนที่ได้รับสั่งการให้เป็นปฏิปักษ์กับอัลลอฮ์จากพวกยิวและคริสเตียน พวกเขาคือผู้ที่สร้างความเสียหายเเก่ดินแดนมุสลิมมาโดยตลอด ทั้งยังคิดค้นวิธีการการทำลายในรูปแบบต่างๆ เช่น การปลุกระดมผู้คนจนนำไปสู่การก่อปฏิวัติ และพวกเขาก็ส่งเสริมมัน เเละส่งเสริมกันเรื่อยมา”

ดู อธิบายหนังสือ กัชฟฺ อัลซิตตารฺ หน้า 32 โดยเชคร่อเบียะอฺ อิบนุฮาดีย์​

บทสัมภาษณ์จากมุมมองของนักเขียนต่างศาสนิกที่มีต่องานเขียนของสัยยิด กุฏบ์

  • Ladan and Roya Boroumand ได้เขียนในบทความที่มีชื่อว่า “ความหวาดกลัว อิสลาม และประชาธิปไตย”(Terror, Islam and Democracy)

      “เช่นเดียวกับอบุลอะลา เมาดูดีย์ และกลุ่มเผด็จการตะวันตก เขา(สัยยิด กุฏบ) ระบุถึง สังคม ในอุดมคติของเขา (การเมืองมุสลิมร่วมสมัย) เป็นการดำรงอยู่อย่างบริสุทธ์ซึ่งรายล้อมด้วยศัตรูของอิสลาม แนวความคิดการสร้างการเกราะคุ้มกันตัวเอง การสร้างกลุ่มแนวหน้าอันบริสุทธิ์ที่สามารถต่อกรกับศัตรูด้วยวิธีการใดๆ แม้กระทั้งการก่อปฏิวัติที่รุนแรง เพื่อที่จะสถาปนาระบบสังคมใหม่ และสร้างสังคมยุติธรรมที่สมบูรณ์แบบให้ปรากฏขึ้น สังคมในอุดมคติของเขาไม่มีการแบ่งชนชั้น บรรดาผู้ที่คนเห็นแก่ตัวแห่งเสรีประชาธิบไตยจะถูกขับไล่ และการแสวงหาประโยชน์จากมนุษย์โดยมนุษย์ จะถูกล้มล้างให้สิ้นซากไป พระเจ้าเท่านั้นคือผู้ควบคุมมัน ด้วยการนำชารีอะฮ์อิสลามกลับมาใช้อีกครั้ง อันที่จริงนี่คือแนวความคิดของเลนินที่สวมด้วยอาภรณ์แห่งอิสลาม”

*เลนิน คือผู้นำนักปฏิวัติมาร์กซิส คนแรกของสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต เป็นผู้เลื่อมใสในระบบสังคมนิยม

  • พอล เบอร์มัน เขียนบทความหนึ่งได้ตีพิมพ์ในนิตยสารนิวยอร์กไทม์ ฉบับวันที่ 23 มีนาคม 2003

      “คนจำนวนไม่กี่คนตัวกัน.. ดังที่กุฏบ์กล่าวใว้ใน ไมล์สโตน โดยตั้งชื่อว่า “กลุ่มชนแนวหน้า” – สิ่งดังกล่าวนี้ เขาคัดลอกมาจากเลนิน…”

  • ในบทความชื่อว่า “กุฏบ์ บิดาแห่งอัลกออิดะ” ถูกตีพิมพ์ลงใน “the Independent” ฉบับเดือนสิงหาคม 2006,  เดเนียล มาร์ติน อ้างคำพูดของ ลอร์เรนซ์ ไรท์ ที่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับหนังสือ “Milestone” (หนทางสู่หลักชัย) ว่า

        “ท่วงทำนองของมัน อาจเปรียบเทียบได้กับ สัญญาประชาคมรุซโซ่ (Rousseau’s Social Contract) และงานเขียน What Is to Be Done ? ของเลนิน – กับบทสรุปที่ไปนำสู่การนองเลือดเหมือนกัน”

แนวความคิดที่สำคัญของรุสโซ

1.มนุษย์เกิดมาพร้อมกับเสรีภาพถ้าไม่มีสรีภาพก็ไม่ใช่มนุษย์
2.ความชอบธรรมของผู้มีอำนาจ อำนาจย่อมไม่ก่อให้เกิดธรรม เว้นแต่ผู้ใช้อำนาจจะใช้อำนาจโดยความชอบธรรมเท่า นั้น ต้องใช้อำนาจด้วยความยุติธรรมถึงจะมีความชอบธรรม
3.การ เป็นทาส ผู้ใดยอมรับความเป็นทาส ผู้นั้นเห็นว่าทาสไม่ใช่มนุษย์ เพราะทาสไม่มีเสรีภาพ แนวความคิดนี้ของรุสโซ แตกต่างกับ โทมัส ฮ๊อบส์ กล่าวว่า สันติภาพ หรือความปลอดภัยเป็นสิ่งจำเป็น แต่รุสโซ กล่าวว่าสันติภาพ และความปลอดภัยอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอจะต้องมีเสรีภาพด้วย เหมือนในคุก มีสันติภาพแต่ไม่มีเสรึภาพจึงไม่มีใครอยากอยู่ในคุก
4.สัญญาประชาคม รุสโซ เสนอให้ประชาชนทำสัญญาประชาคมร่วมกัน เรียกว่า สัญญาประชาคม (Social Contract) เพื่อสร้างประชาคมการเมืองขึ้น
5.ผู้ทรงอำนาจอธิปไตยของประชาชนที่ประชุมร่วมกันในฐานะ ผู้ทรงอำนาจอธิปไตยเพื่อทำหน้าที่บัญญัติกฎหมาย
6.ประชาชนทำหน้าที่เป็น พลเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย
7.เจตจำนงทั่วไป ในฐานะผู้ทรงอำนาจอธิปไตย ประชาชนต้องบัญญัติกฎหมายให้ตอบสนอง เจตจำนงทั่วไป ของประชาชน
8.การ เลือกผู้แทนราษฎร รุสโซ เห็นว่า การเลือกผู้แทนราษฎร คือจุดเริ่มต้นของอวสานแห่งเสรีภาพของเสรีชน รุสโซ เห็นว่า ประชาชนไม่ควรมอบอำนาจอธิปไตยให้แก่ใครทั้งสิ้น แนวความคิดรุสโซ เป็นแนวความคิดการปกครองแบบตรง ที่ประชาชนปกครองประเทศโดยตรง แต่ในความเป็นจริงไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมี ประชากรเป็นจำนวนมาก และในลกปัจจุบันเป็นประชาธิปไตยโดย ตัวแทน ทั้งหมด

ข้อความที่ว่า “ มนุษย์เกิดมาเสรี แต่ทุกหนทุกแห่งอยู่ในพันธนาการ “ นั่นคือการตก ผลึกทางความคิดรุสโซ ก่อนหน้างานเขียนชิ้นสำคัญ ก่อน “ Social Contract “ ก็คือ “ The Second Discourse “ จากเริ่มต้นที่ มนุษย์เกิดมาเสรี มีอิสรเสรีภาพ ภายใต้สภาวะธรรมชาติ ชีวิตมนุษย์ในสภาวะธรรมชาติจึง
เรียบ ง่าย ไม่มีความขัดแย้ง แต่เมื่อมนุษย์ตัดสินใจโดยเสรี ไม่มีใครมาบังคับ และเลือกที่จะอยู่ร่วมกันเป็นคู่หลายๆ คู่ก็เป็นสังคมจนกลายเป็นรัฐ มีการแบ่งงานกันทำ อันเป็นผลมาจากการที่มี พันธนาการต่อกันและกัน ซึ่งเป้นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์ พัฒนาความเป็นอยู่ของตัวเอง มีเวลาสร้างสรรค์คสิ่งต่างๆ นั่นคือก้าวแรกของการ พัฒนาไปสู่การมีอารยธรรมของมนุษยชาตินั่นเอง (วิกิพีเดียภาษาไทย)

  • รอด ดรีเสอร์ เขียนในหนังสือพิมพ์ the Dallas Morning ฉบับวันที่ 27 สิงหาคม 2006 ความว่า

       “What is to be done ? ที่เลนินได้ตั้งคำถามอันเลื่องลือนั้นเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติรัสเซีย. ซึ่งคำตอบของสัยยิด กุฏบ์ กับคำถามเดียวกันนี้เกี่ยวกับตะวันตกนั้นก็ปรากฎอยู่ในบางส่วนของหนังสือ “Milestone หนทางสู่หลักชัย” ซึ่งมีรูปแบบเดียวกับเเนวคิดของเลนิน นำไปสู่เเนวคิดก่อปฏิวัติอิสลาม ที่หลายไปทั่วโลก”

Phil Paine นักเขียนและนักวิชาการอิสระ ได้ตั้งข้อสังเกตของเขา หลังจากที่ได้อ่าน Milestones (หนทางสู่หลักชัย) เป็นครั้งแรกว่า

     ” สิ่งแรกสุดที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งเกี่ยวกับแนวความคิดของสัยยิด กุฏบ์ มีความเป็นแบบฉบับดั้งเดิมของคำสอนอิสลามเพียงน้อยนิด เเทบไม่มีข้อมูลที่จำเป็นสำหรับมุสลิมเลย ที่จริงแล้วมันเป็นการได้รับแรงบรรดาลใจจากยุโรปเข้ามาอย่างสุดซึ้ง คัดลอกวิถีปฏิบัติต่างๆ มาจากแนวความคิดของฮิตเลอร์ มาร์ก และเลนิน … และที่มีอิทธิมากที่สุด นั่นคือ แนวความคิดจากเลนิน ข้อความทั้งหมดนั้นดูเหมือนเป็นเพียงการคัดลอกมาจากงานเขียนของเลนิน แล้วจากนั้นก็นำคำศัพท์อิสลามเทียม ๆ (pseudo-Islamic terminology) สวมเข้าไป เช่น การเปลี่ยนแปลงคำว่า “นักปฏิวัติแนวหน้า” – “revolutionary vanguard” –  เป็นคำว่า “กลุ่มแนวหน้าแห่งอิสลาม”– “Islamic vanguard” เป็นต้น … และยังมีแนวความคิดยุติธรรม Marxist mumbo-jumbo รวมไปถึงการเล่าเรื่องเท็จต่างๆ เรื่องราวการถูกหักหลัง ความมุ่งมั่นที่เเฝงด้วยความโหดร้ายภายใต้โชคชะตาที่ไม่ปราณี  มีอยู่เช่นเดียวกันในนั้น  ในไมล์สโตน(หนทางสู่หลักชัย)”

Lenin_book_1902

 ในบทความที่รวบรวมโดยมิชาเอล ทอมสัน ที่มีชื่อว่า “Islam and the West, Critical Perspectives on Modernity”  เขียนโดย  อุมัร คาฮา (ในหน้า 44-45) เป็นการวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งน่าอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง เป็นบันทึกที่มีความเม่นยำสูง กับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับบรรดา “นักคิดอิสลาม”(ฟากิฮ์อิสลามีย์) ในช่วงศรรตวรรษที่ 20 :

“ความทะเยอทะยานล่าอาณานิคมของประเทศตะวันตก เหนือดินแดนอิสลามทำให้เกิดปรากฏ ปฏิกิริยาที่แข็งกร้าวจากนักคิดมุสลิมจากแอฟริกาเหนือ ที่ริเริ่มสร้างแนวความคิดขึ้นมาใหม่โดยมีเเนวคิดของเลนินเป็นต้นเเบบ … สองกุญแจสำคัญในแนวความคิดของคนเหล่านี้ต่างก็ไปหยิบยืมมาจากเเนวคิดของเลนิน ทั้งในประเด็นเกี่ยวกับ “รัฐ” และ “การปฏิวัติ” มุมมองของพวกเขาที่มองว่า รัฐเป็นสัญลักษณ์ของผู้ผดุงความยุติธรรมทางสังคม สังคมเอกภาพ รวมถึงการลุกขึ้นมากต่อต้านชาติตะวันตก โดยรัฐดังกล่าวที่จัดตั้งขึ้นต้องผ่านการปฏิวัติเท่านั้น และจะอยู่ภายใต้การนำของผู้ก่อตั้งในรุ่นบุกเบิก เหล่านี้ล้วนเป็นผลงานของสัยยิด กุฏบ์ ปัญญาชนมุสลิมในอิยิปต์ ที่ถูกแขวนคอภายใต้ผู้นำนัซเซอร์ ในปี 1966

เช่น การเน้นบทบาทของกลุ่มนักปฏิวัติ ซึ่งส่วนมาจากเเนวคิดของเลนิน กุฏบ์ มองว่าการก่อตั้งรัฐอิสลามต้องผ่านวิธีการปฏิวัติที่นำโดยกลุ่มที่มีประสบการณ์ช่ำชองในระดับหนึ่ง ความจริงเเนวคิดของกลุ่มดังกล่าวนี้นั้นเป็นการพยายามจะแทนที่จากกลุ่มแนวหน้ากรรมกร จากแนวความคิดของเลนิน เป็น กลุ่มเเนวหน้ามุสลิม ที่มีความคล้ายกัน

แม้ว่า ปัญญาชนมุสลิมส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับระบอบสังคมนิยม เช่น สัยยิด กุฏบ์ ที่สร้างค่านิยมต่างๆ ขึ้นมา ผ่านรูปแบบของเลนิน ทั้งในเรื่องระบบรัฐสังคมนิยม (state socialism) การส้รางความภารดรภาพ, การก่อปฏิวัติล้มผู้นำ, ความเสมอภาค, รัฐรวมศูนย์อำนาจ (Centralized state), การต่อต้านระบบทุนนิยม (anticapitalism), ต่อต้านระบอบอื่นจากประชาธิปไตย ซึ่งเมื่อพวกเขาตระหนักว่าการยึดคำสอนอิสลามตามแบบของศาสนทูตดั้งเดิมนั้นไม่เพียงพอที่จะดำเนินการตามเเนวคิดที่เขาต้องการ (ตามความคิดของพวกเขา) ทำให้พวกเขาเริ่มที่จะหยิบยืมแนวความคิดและมุมมองจากนักสังคมนิยมรัสเซียมาใช่้ …

ทิ้งทายด้วยข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวผู้นำอิควานรายนี้

รู้หรือไม่สัยยิด กุฏบ์เคยเขียนบทความ “เหตุใดฉันจึงเป็นฟรีเมสัน? ” หลักฐานภาพประกอบบทความ เหตุฉไหน ฉันจึงกลายเป็นฟรีเมสัน لماذا صرت “ماسونيًا”؟ ปรากฏในวารสาร التاج المصري เป็นนิตยสารรายปักษ์ขององค์ฟรีเมสันในอิยิปต์ โดยสัยยิด กุฎบ ได้รับโอกาสได้เขียนบทความของนิตรสารฉบับนี้ ซึ่งมีเเต่ฟรีเมสันระดับสูงเท่านั้นที่ได้ลงบทความ นิตยสารนี้ตีพิมพ์ปี 1938-1943 นี้ก็เป็นหลักฐานชิ้นหนึ่ง ที่ยืนยันถึงความใกล้ชิดของกลุ่มอิควาน และกลุ่มาซูนียะฮ์

557

หากท่านต้องการลงลึกในรายละเอียดเเนะนำให้อ่านชุดนี้
กลุ่มนักเคลื่อนไหวบะตินีย์​,สมาคมลับ,กลุ่มอั้ล-อิควาน, อั้ล-กออิดะฮ์ และไอซิซ : ตอนที่ 1 – ไม่มีความรู้ลึกลับ ไม่มีการอำพรางและองค์กรลับในอิสลาม