อาอิชะห์มารดาของเหล่าผู้ศรัทธา (ฉบับย่อ)

tamplate-block

เรื่อง อาอิชะห์มารดาของเหล่าผู้ศรัทธา (ฉบับย่อ)
อ้างอิงจาก อัลบุคอรีย์ กิตาบบุตตัฟซีร ลำดับที่ 4378
โดย อ.เอาลา  มูลทรัพย์  10/8/2558

إِنَّ الَّذِينَ جَاءُوا بِالْإِفْكِ عُصْبَةٌ مِّنكُمْ لَا تَحْسَبُوهُ شَرًّا لَّكُم بَلْ هُوَ خَيْرٌ لَّكُمْ لِكُلِّ امْرِئٍ مِّنْهُم مَّا اكْتَسَبَ مِنَ الْإِثْمِ وَالَّذِي تَوَلَّىٰ كِبْرَهُ مِنْهُمْ لَهُ عَذَابٌ عَظِيمٌ

“แท้จริงบรรดาผู้ที่นำมาซึ่งการใส่ร้ายอันน่าบัดสีนั้น  เป็นบุคลลกลุ่มหนึ่งจากพวกเจ้า  พวกเจ้าอย่าได้คิดว่า มันเป็นความชั่วช้าแก่พวกเจ้า หากแต่ว่ามันเป็นความดีแก่พวกเจ้า  สำหรับแต่ละคนนั้นมันขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขาจะได้รับความชั่วช้าอันเนื่องจากเขาได้กระทำเอาไว้  และสำหรับตัวต้นเหตุที่เอาเรื่องนี้มาพูดนั้น  วันกิยามะห์ จะเจอกับบทลงโทษอย่างใหญ่หลวง”

  •  (จากซูเราะห์ อันนู้ร อายะห์ที่ 11)

สาเหตุของการประทานอายะห์นี้ จากรายงานของอุรวะห์ว่าพระนางอาอิชะห์ได้เล่าให้ท่านฟังว่า  ทุกครั้งที่มีการเดินทางของท่านร่อซู้ล ﷺ เป็นกองคาราวานหรือการเดินทัพไปทำสงคราม ท่านร่อซู้ล ﷺ จะทำไม้สั้นไม้ยาว และก็จะจับดูว่าจะจับได้ไม้ของภรรยาคนไหนก็จะให้ภรรยาคนนั้นเดินทาง บางครั้งไปได้ของเศาะฟียะซึ่งเป็นคนสูงอายุแล้วนางก็ให้นางอาอิชะห์ไปแทน ในครั้งนี้ก็จับได้เป็นไม้ของอาอิชะห์ ในหะดีษใช้คำว่า ( أقرع ) อักเราะอฺ คือการจับไม้สั้นไม้ยาว พระนางอาอิชะห์เล่าว่าพอจับได้เป็นของนาง นางจึงได้ออกร่วมเดินทางไปในกองทัพของท่านร่อซู้ล ﷺ ครั้งนี้เป็นสงครามมุร็อยเสียะอ์ที่ตระกูลบะนีมุศเฎาะลิกเสร็จจากสงครามก็เดินทางกลับมา ในช่วงที่ใกล้จะถึงมะดีนะห์แล้ว ท่านร่อซู้ล ﷺ ได้สั่งให้พักเพราะว่าทหารเหนื่อยอ่อนแรง ช่วงพักนั้นเป็นเวลากลางคืน พวกผู้ชายที่แข็งแรงไปยกกะโจมบนหลังอูฐที่อาอิชะห์นั้งลงมาตั้งพื้น แล้วนางอาอิชะห์ก็ออกไปธุระส่วนตัวเสร็จแล้วกลับมาที่กระโจมเดินทางนั้น ตอนที่จะเข้ากระโจมนั้นก็ต้องก้มตัว พอก้มลงก็รู้สึกผิดสังเกตที่หน้าอก เอามือแตะปรากฏว่าสร้อยหายไปคงเหลืออยู่ส่วนหนึ่งกับสายเชือกที่ติดกับมือ ส่วนเม็ดต่างๆก็หลุดเยอะ นางอาอิชะห์บอกว่า ฉันจึงย้อนไปทางเดิม จนกระทั่งได้เท่าที่ได้ ไม่ครบ แล้วก็ย้อนกลับมา ตอนที่ย้อนกลับมานี่ละครับพอมาถึงที่ที่กระโจมอูฐตั้งอยู่ก็ไม่มีแล้ว พระนางอาอิชะห์บอกว่า พวกผู้ชายคงมายกขึ้นหลังอูฐโดยที่เขาไม่รู้สึกว่าไม่มีคนในนั้น นางให้เหตุผลว่า

 وكنت جارية حديثة السن ، خفافا

ฉันอยู่ในวัยสาวแรกรุ่น เป็นคนร่างผอมบาง   (บุคอรี-มุสลิม)

        คือหมายถึงนางขณะนั้นมีน้ำหนักตัวเบา  คนที่มายกถ้าไม่สังเกตก็จะไม่รู้  พระนางอาอิชะห์บอกว่า  ฉันก็เลยนั่งอยู่ที่เดิมของฉัน คิดว่าถ้าเขารู้เมื่อไหร่ หรือไปถึงตัวเมืองแล้วก็คงย้อนกลับมารับฉัน  พระนางอาอิชะห์นั่งคลุมโปงอยู่จนกระทั่งฟ้าสาง  ก็มีนายทหารรั้งท้ายกองทัพในครั้งนี้คนหนึ่งชื่อว่า  ศ็อฟวาน บิน มุอัฏฏ็อล อัซซุละมีย์ อัซซักวานีย์ คนคนนี้พระนางอาอิชะห์บอกว่า เขาเคยเห็นฉันก่อนที่จะมีบทบัญญัติสั่งให้คลุมหิญาบ  เพราะฉะนั้นเมื่อศ็อฟวานเห็นพระนางอาอิชะห์  แม้จะคลุมหิญาบเขาก็จำได้  ในรายงานบอกว่า ท่านศ็อฟวาน เป็นคนกล้าหาญ และเงียบขรึม เป็นคนจริงจัง  ด้วยความกล้าหาญของเขา  ท่านนบีจึงให้เป็นคนนำกองกำลังคุมท้ายขบวน ว่าหากมีอะไรขาดตกบกพร่อง หรือต้องแก้ไขช่วยเหลือ มีของใครตกค้างอยู่ก็ให้เก็บมาคืนเขา  นั่นคือจะมีทั้งความกล้าหาญ  และมีอะมานะห์ ความซื่อสัตย์อย่างยิ่ง  ตอนที่ศ็อฟวานมาถึงที่พระนางอาอิชะห์ก็เป็นช่วงเวลาฟ้าสางแล้ว  เขาจำได้ว่าเป็นพระนางอาอิชะห์  จึงขี่อูฐให้เข้าไปใกล้ๆ ก็ปรากฏว่าใช่พระนางอาอิชะห์แน่นอน  ศ็อฟวานจึงลงจากอูฐ แล้วให้อูฐย่อลง เขาก็ได้เหยียบขามันไว้เพื่อให้ฉันขึ้นไปขี่มัน  แล้วเขาก็ได้ออกเดินจูงอูฐที่ฉันขี่ไป   จนกระทั่งเรามาถึงกองทัพที่กำลังหยุดพักในช่วงกลางวันที่ร้อนระอุ

        ขอความหายนะจงมีแด่ผู้ที่ก่อความหายนะ

         คนที่เป็นหัวโจกในการใส่ร้าย (الإفك) อัลอิฟก์ ก็คือ อับดุลลอฮ์ อิบนิอุบัยอฺ อิบนิสะลูล ครั้นเมื่อมาถึงมะดีนะห์เขาก็พูดขึ้นว่า “นางไม่รอดเขาแน่ และเขา-คนที่จูงอูฐ-ก็ไม่รอดนางในกระโจมแน่” สิ่งชั่วช้าจากปากของอับดุลลอฮ์ อิบนิอุบัยอฺ อิบนิสะลูล ได้รับการตอบขานจากคนชื่อ ฮัซซาน อิบนิซาบิต และ มิสเฏาะห์ อิบนิอุซาซะห์ รวมถึงสตรีนางหนึ่งชื่อ ฮันนะห์ บินติญะหฺช์ ซึ่งนางเป็นพี่น้องกับภรรยาของท่านร่อซู้ล ﷺ คนหนึ่งที่ชื่อว่า ซัยนับ บินติญะหฺช์ เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างนี้  ทั้งสามคนนั้นก็ได้รับเอาคำพูดของอับดุลลอฮ์ อิบนิอุบัยอฺ อิบนิสะลูล ไปลือกันจนทั่วเมือง ผู้คนทั้งหลายต่างโจษขานกันถึงคำพูดของพวกที่กุเรื่องบัดสี โดยที่ฉันไม่รู้เรื่องใดๆเลย เนื่องจากพอมาถึงมะดีนะห์ ฉันก็ล้มป่วยลงเป็นระยะเวลาประมาณ ﷺ เดือน เพียงแต่ฉันรู้สึกสงสัยที่ไม่ได้รับการปฏิบัติที่นุ่มนวลจากท่านร่อซู้ล ﷺ เหมือนตอนที่ฉันเคยป่วยมาก่อน ท่านร่อซู้ล ﷺ เข้ามาหาฉันแล้วให้สล่าม ท่านถามว่า เป็นอย่างไรบ้าง ? แล้วท่านก็กลับออกไป ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ฉันสงสัย แต่ฉันไม่ได้ล่วงรู้ถึงเรื่องราวที่ชั่วร้ายนั้นเลย  จนกระทั่งฉันหายป่วย  ฉันกับอุมมุมิสเฏาะห์ ได้ออกไปยัง “มะนาเศียะอฺ ซึ่งเป็นที่ถ่ายทุกข์ของเรา เราจะออกไปเฉพาะในตอนกลางคืนเท่านั้น นั่นคือก่อนที่เราจะทำห้องน้ำไว้ใกล้ๆบ้าน  เราทำแบบนี้เหมือนกับคนอาหรับในยุคแรกๆ ในการถ่ายทุกข์ก่อนที่จะมีห้องส้วม  เพราะรู้สึกว่าการทำห้องส้วมไว้ที่บ้านจะเป็นอันตราย ฉันกับอุมมุมิสเฏาะห์จึงออกไปด้วยกัน อุมมุมิสเฏาะห์นั้น เป็นลูกสาวของ อบูรูฮ์ม์ อิบนิอับดิลมะนาฟ มารดาของนางนั้นเป็นลูกสาวของศ็อคร์ บินอามิร ซึ่งเป็นน้าของท่านอบูบักรฺ อัซซิดดิ้ก ลูกของนางชื่อมิสเฏาะห์ อิบนิ อุซาซะห์  พอเราเสร็จธุระแล้ว ฉันกับอุมมุมิสเฏาะห์ ก็เดินทางกลับบ้าน อุมมุมิสเฏาะห์ได้สะดุดเหยียบชายเสื้อของนาง และนางได้อุทานออกมาว่า ( تعس مسطح ) เจ้ามิสเฏาะห์สูญสิ้นแล้ว !! ฉันจึงได้พูดกับนางว่า “เธอพูดอะไรเช่นนั้นมันไม่ดีเลย !? ท่านด่าคนที่ร่วมรบในสมรภูมิกระนั้นหรือ !?” นางได้ตอบกลับว่า แม่หนูเอ๋ย เจ้าไม่ได้ยินหรอกหรือว่าผู้คนเขาพูดอะไรกัน  ฉันจึงถามว่า “เขาพูดอะไรกันหรือคะ ?” นางจึงได้เล่าถึงคำพูดของพวกที่กุเรื่องบัดสีให้ฉันฟัง  ทำให้อาการป่วยของฉันกลับทรุดหนักลงทันที

พระนางอาอิชะห์เล่าว่า “พอฉันกลับมาบ้าน  ท่านร่อซู้ล ﷺ ได้เข้ามาเยี่ยม ท่านได้ให้สล่ามและถามว่า เธอเป็นอย่างไรบ้าง ? ฉันจึงถามท่านกลับไปว่า ท่านจะอนุญาตให้ฉันกลับไปหาพ่อแม่ของฉันได้ไหมคะ ? ” พระนางอาอิชะห์บอกว่า ตอนนั้นฉันต้องการที่จะถามข่าวให้แน่ใจจากพ่อแม่ของฉันเท่านั้น  ซึ่งท่านร่อซู้ล ﷺ ก็อนุญาต  ดังนั้นฉันจึงไปหาพ่อแม่ของฉัน  ฉันได้ถามแม่ของฉันว่า “คุณแม่ขา คนทั้งหลายเขาพูดกันว่าอย่างไรหรือคะ ?” คุณแม่ตอบว่า “ลูกเอ๋ย… อย่าห่วงกังวลเลยลูก ขอสาบานด้วยอัลลอฮ์  ถ้ามีหญิงงามคนหนึ่งที่สามีรักนางมาก ขณะที่เขามีภรรยาคนอื่นอยู่ด้วย นางเหล่านั้นจะต้องหาเรื่องเธออยู่ร่ำไป” ฉันจึงกล่าวว่า (سبحان الله) มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่อัลลอฮ์

ผู้คนเขาพูดกันถึงเรื่องนั้นจริงๆหรือคะ ? คืนนั้นทั้งคืน ฉันร้องไห้จนรุ่งเช้า น้ำตาของฉันไหลพราก  ไม่ยอมหยุด ไม่ได้หลับไม่ได้นอน  ฉันเฝ้าแต่ร้องไห้จนรุ่งเช้า

ท่านร่อซู้ล ﷺ ได้สอบถามจากท่านอะลีย์ อิบนิอบีฏอลิบ ท่านอุซามะห์ อิบนิซัยด์ ในช่วงที่วะฮีย์ขาดตอนไป เพื่อถามความเห็นเกี่ยวกับการแยกจากภรรยาของท่าน   อุซามะห์ อิบนิซัยด์ ได้บอกท่านร่อซู้ล ﷺ ถึงความบริสุทธิ์ในตัวภรรยาของท่าน และถึงสิ่งที่เขารู้สึกถึงความรักของท่านที่มีต่อนาง  เขาบอกว่า “ท่านร่อซู้ล ﷺ  ครับ  ภรรยาของท่านนั้นเราไม่ได้รู้สิ่งอื่นใดเลย  นอกจากความดีงามในตัวของนางเท่านั้น”  แต่ส่วนท่านอะลีย์ อิบนิอบีฏอลิบนั้น ตอบว่า “โอ้ท่านร่อซู้ล ﷺ ครับ อัลลอฮ์มิได้ทรงทำให้คับแคบแก่ท่านหรอก และผู้หญิงคนอื่นนอกจากนางนั้นก็ยังมีอยู่อีกตั้งมากมาย  ถ้าท่านถามหญิงรับใช้ของนาง  นางก็จะเล่าความจริงให้ท่านฟัง” ดังนั้นท่านร่อซู้ล ﷺ  จึงเรียกนางบะรีเราะห์ไปสอบถามว่า “บะรีเราะห์เอ๋ย.. เธอพบเห็นอะไรผิดสังเกตบ้างหรือไม่ ?” นางตอบว่า “ไม่เลยค่ะ ขอสาบานด้วยพระผู้ทรงแต่งตั้งท่านมาด้วยสัจธรรม ฉันไม่เห็นว่าจะมีอะไรน่ำหนิเกี่ยวกับนางเลย  นอกจากนางเป็นหญิงสาววัยแรกรุ่นที่เผลอหลับไปตอนนวดแป้งให้กับครอบครัวของนาง  แล้วสัตว์เลี้ยง (แพะ) ก็มากินมัน” แล้วท่านร่อซู้ล ﷺ ก็ลุกขึ้นไป

ในวันนั้นท่านร่อซู้ล ﷺ ได้ประกาศให้จัดการกับ อับดุลลอฮ์ อิบนิอุบัยอฺ อิบนิสะลูล ท่านร่อซู้ล ﷺ  ได้กล่าวขณะอยู่บนมิมบัรว่า “โอ้หมู่มวลมุสลิมีนทั้งหลาย  ใครจะช่วยฉันจัดการกับเจ้าคนที่ก่อความขุ่นเคืองแก่ฉันเรื่องคนในครอบครัวของฉันให้แก่ฉันได้บ้างไหม ? ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ฉันไม่พบข้อตำหนิใดๆ ในครอบครัวฉันนอกจากสิ่งที่ดีเท่านั้น และแน่นอน พวกเขาพูดกันถึงชายผู้หนึ่ง (ศ็อฟวาน บิน มุอัฏฏ็อล) ซึ่งฉันก็ไม่พบข้อตำหนิใดๆ ในตัวเขานอกจากสิ่งที่ดีเช่นกัน  เขาไม่เคยแม้แต่จะเข้ามายังครอบครัวของฉัน (โดยลำพัง) นอกจากจะมากับฉันด้วยกันเท่านั้น” ดังนั้นท่านสะอฺ อิบนิมุอ๊าซ อัลอันศอรีย์ จึงได้ลุกขึ้นยืนและกล่าวว่า “ท่านร่อซู้ลครับ ฉันจะจัดการมันผู้นั้นให้ท่านเอง  ถ้ามันเป็นคนในตระกูลเอาส์  ฉันจะบั่นคอมันเอง แต่ถ้ามันเป็นคนในตระกูลพี่น้องของเรา (ค็อซร็อจญ์) ก็ขอให้ท่านสั่งการมาเถิด เราจะดำเนินการให้ทันที” ทันใดนั้นท่าน สะอ์ อิบนิ อุบาดะห์ก็ลุกขึ้นทันที เขาเป็นหัวหน้าของเผ่าค็อซร็อจญ์ ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาก็เป็นคนดีคนหนึ่ง  แต่ด้วยความทระนงในศักดิ์ศรีของตระกูล เขาได้กล่าวแก่ สะอ์ อิบนิ มุอ๊าซ ว่า “เจ้าน่ะ โกหก ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ เจ้าจะไม่ฆ่ามันผู้นั้นหรอก  และเจ้าก็ไม่สามารถฆ่ามันได้ด้วยซ้ำ” ดังนั้นท่านอุสัยด์ อิบนิ ฮุฎ็อยร์ ก็ลุกขึ้นอีกคน เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ สะอ์ อิบนิ มุอ๊าซ แล้วก็กล่าวเถียง สะอ์ อิบนิ อุบาดะห์ว่า “เจ้าน่ะโกหก ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ เราต้องฆ่ามันแน่  แกน่ะมันมุนาฟิกที่มาโต้เถียงแทนพวกมุนาฟิก” ดังนั้น ทั้งตระกูลเอาส์ และค็อซร็อจญ์ต่างก็บันดาลโทสะ จนเกือบจะลงไม้ลงมือต่อสู้กันทั้งๆที่ท่านร่อซู้ล ﷺ ก็ยังยืนอยู่บนมิมบัร  ท่านร่อซู้ล ﷺ ได้พยายามทำให้พวกเขาสงบลง จนกระทั่งพวกเขาเงียบท่านร่อซู้ล ﷺ จึงหยุด

ในวันนั้นฉันได้แต่น้ำตาไหลพราก ไม่หยุด ไม่ได้หลับ ไม่ได้นอน พอตอนเช้าพ่อและแม่มาอยู่กับฉัน  ฉันร้องไห้มาตลอดสองคืนกับหนึ่งวัน โดยไม่ได้นอนเลย และน้ำตาก็ไหลพรากมาตลอด  จนท่านทั้งสองเกรงว่าการร้องไห้จะทำให้หัวใจของฉันแตกสลาย  และระหว่างที่ท่านทั้งสองนั่งเฝ้ามองฉันร้องไห้อยู่นั่นเอง  ได้มีหญิงชาวอันศ็อรคนหนึ่งขออนุญาตเข้ามาหาฉัน  ฉันก็อนุญาตให้นางเข้ามาได้  แล้วนางก็มานั่งร้องไห้กับฉันด้วย  และระหว่างที่เราอยู่ในสภาพนั้น ท่านร่อซู้ล ﷺ ก็เข้ามาหาเรา ท่านให้สล่าม แล้วท่านก็ได้นั่งลง  ท่านไม่เคยมานั่งกับฉันเลย นับตั้งแต่มีการโจษจันเรื่องที่ผู้คนได้พูดกัน และตลอดหนึ่งเดือนนั้นก็ไม่ได้มีวะฮีย์ประทานลงมายังท่านเกี่ยวกับเรื่องของเราเลย  ท่านร่อซู้ล ﷺ ได้กล่าวตะชะฮุดตอนที่ท่านนั่ง แล้วท่านก็กล่าวว่า “เอาละ อาอิชะห์เอ๋ย มีเรื่องเกี่ยวกับเธอมาถึงฉันว่าอย่างนั้น อย่างนี้ ดังนั้นถ้าหากว่าเธอบริสุทธิ์ อัลลอฮ์ก็จะทรงประกาศความบริสุทธิ์ของเธอ  แต่ถ้าหากว่าเธอทำบาปอะไรไว้ เธอก็จงขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์ และกลับเนื้อกลับตัวต่อพระองค์เสียเถิด เพราะแท้จริงเมื่อบ่าวสำนึกในความผิดของตน แล้วเขาเตาบัตต่ออัลลอฮ์ พระองค์ก็จะทรงอภัยแก่เขา” พอท่านพูดจบน้ำตาของฉันก็หยุดไหล จนฉันคิดว่ามันไม่มีเหลืออยู่เลยสักหยด ฉันบอกกับท่านพ่อว่า “คุณพ่อช่วยตอบท่านร่อซู้ล ﷺ เรื่องที่ท่านมาเถิดค่ะ”  ท่านพ่อตอบว่า

“ขอสาบานด้วยอัลลอฮ์ พ่อไม่รู้ว่าจะพูดกับท่านร่อซู้ล ﷺ ว่าอย่างไรเลย”? ฉันจึงบอกกับท่านแม่ว่า “คุณแม่ช่วยตอบท่านร่อซู้ล  ﷺ ทีเถิดค่ะ” ท่านแม่ก็ตอบว่า “แม่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดกับท่านร่อซู้ล ﷺ ว่าอย่างไรเหมือนกัน ?” ฉันเองซึ่งเป็นเพียงหญิงสาวผู้อ่อนวัย ไม่ได้รู้อะไรมากนักจากอัลกุรอานจึงกล่าวว่า “ขอสาบานด้วยอัลลอฮ์  แท้จริงฉันทราบว่าพวกท่านได้ยินเรื่องนี้มามากจนมันฝังใจพวกท่าน  และพวกท่านก็เชื่อมัน  ดังนั้นถ้าหากว่าฉันจะบอกพวกท่านว่าฉันบริสุทธิ์  ซึ่งอัลลอฮ์ทรงรู้ดียิ่งว่าฉันบริสุทธิ์จากเรื่องนั้น  พวกท่านก็คงไม่เชื่อฉัน  แต่ถ้าฉันจะยอมรับสารภาพกับพวกท่านเสีย ซึ่งอัลลอฮ์ทรงรู้ดียิ่งว่าฉันบริสุทธิ์จากเรื่องนั้น  พวกท่านก็คงจะเชื่อฉันทันที  ขอสาบานด้วยอัลลอฮ์ ฉันไม่รู้จะอ้างตัวอย่างใดแก่พวกท่านนอกจากคำพูดของท่านนบียะอ์กู๊บ บิดาของท่านนบียูซุฟ ที่บอกว่า

فَصَبْرٌ جَمِيلٌ وَاللَّهُ الْمُسْتَعَانُ عَلَىٰ مَا تَصِفُونَ

การอดทนเป็นสิ่งที่ดีที่สุด
และพระองค์อัลลอฮ์ทรงเป็นผู้ให้การช่วยเหลือ ในสิ่งที่พวกท่านทั้งหลายกล่าวอ้าง

  • (ซูเราะห์ยูซุฟ / 18)

หลังจากนั้นฉันก็กลับไปนอนที่ที่นอนของฉัน  ตอนนั้นฉันรู้ดีว่าฉันบริสุทธิ์ และอัลลอฮ์จะเป็นผู้ทรงประกาศความบริสุทธิ์ของฉัน  แต่- ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮ์ฮ-ฉันไม่นึกเลยว่าอัลลอฮ์จะทรงประทานวะฮีย์ลงมาเกี่ยวกับเรื่องราวของฉันเป็นโองการให้อ่านกันตลอดไป  เพราะฉันรู้สึกว่าฉันนี้มันต่ำต้อย ด้อยค่าเกินกว่าที่พระองค์อัลลอฮ์จะทรงตรัสถึงฉันเป็นโองการให้อ่านกันตลอดไปเช่นนี้ ฉันเพียงแต่หวังว่าท่านร่อซู้ล ﷺ จะได้ฝันเห็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงยืนยันความบริสุทธิ์ของฉันเท่านั้น

ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ไม่ทันที่ท่านร่อซู้ล ﷺ จะลุกไปจากที่ตรงนั้น หรือใครคนใดในบ้านจะลุกออกไปไหน ก็ได้มีโองการถูกประทานลงมายังท่าน  ท่านจะมีอาการเหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อมีวะฮีย์ถูกประทานลงมายังท่าน  ท่านจะเหงื่อไหลพรากเหมือนไข่มุกทั้งๆที่ เป็นวันที่อากาศหนาว  อันเนื่องจากความหนักหน่วงของพระดำรัสที่ถูกประทานลงมายังท่าน  พออาการเช่นนี้สิ้นสุดลง ท่านร่อซู้ล ﷺ ก็หัวเราะ และคำแรกที่ท่านร่อซู้ล ﷺ กล่าวคือ “อาอิชะห์เอ๋ย…พระองค์อัลลอฮ์ผู้ทรงสูงส่ง และเกรียงไกร ได้ทรงประกาศความบริสุทธิ์ของเธอแล้ว” แม่ของฉันก็พูดกับฉันว่า “ลุกขึ้นมาหาท่านร่อซู้ล ﷺ ซิลูก… !!”  ฉันตอบว่า “ขอสาบานด้วยอัลลอฮ์ หนูจะยังไม่ลุกไปหาท่านและก็จะไม่สดุดี สรรเสริญใครใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่ง และเกรียงไกร อัลลอฮ์ได้ทรงประทานโองการลงมาว่า

إِنَّ الَّذِينَ جَاءُوا بِالْإِفْكِ عُصْبَةٌ مِّنكُمْ لَا تَحْسَبُوهُ شَرًّا لَّكُم

“แท้จริงบรรดาผู้ที่นำมาซึ่งการใส่ร้ายอันน่าบัดสีนั้น  เป็นบุคลลกลุ่มหนึ่งจากพวกเจ้า  พวกเจ้าอย่าได้คิดว่า มันเป็นความชั่วช้าแก่พวกเจ้า หากแต่ว่ามันเป็นความดีแก่พวกเจ้า…”

รวมทั้งสิ้นที่ถูกประทานลง  10  อายะห์  (จากซูเราะห์ อันนู้ร อายะห์ที่ 11 – 20)

ครั้นเมื่ออัลลอฮ์ได้ทรงประทานโองการลงมาประกาศความบริสุทธิ์ของฉันแล้ว  ท่านอบูบักรฺ  อัศศิดดีก  ซึ่งเคยให้การอุปถัมภ์แก่มิสเฏาะห์ อิบนิ อุซาซะห์มาก่อน เนื่องจากเป็นญาติใกล้ชิด และเป็นคนยากจน  ได้ประกาศว่า “ขอสาบานด้วยอัลลอฮ์ !!  ต่อไปนี้ฉันจะไม่อุปถัมภ์  เจือจุนแก่เจ้า

มิสเฏาะห์ อีกเป็นอันขาด หลังจากที่มันพูดถึงอาอิชะห์ตามที่มันได้พูดไปต่างๆนาๆนั่น”

ดังนั้นอัลลอฮ์จึงทรงประทานโองการลงมาอีกว่า

وَلَا يَأْتَلِ أُولُو الْفَضْلِ مِنكُمْ وَالسَّعَةِ أَن يُؤْتُوا أُولِي الْقُرْبَىٰ وَالْمَسَاكِينَ وَالْمُهَاجِرِينَ فِي سَبِيلِ اللَّهِ وَلْيَعْفُوا
وَلْيَصْفَحُوا أَلَا تُحِبُّونَ أَن يَغْفِرَ اللَّهُ لَكُمْ وَاللَّهُ غَفُورٌ رَّحِيمٌ

“และผู้ที่มีเกียรติ และผู้ที่มีฐานะมั่นคงในหมู่พวกเจ้า อย่าได้สาบานที่จะไม่ให้  (ความช่วยเหลือ) แก่ญาติมิตร คนยากจน และผู้อพยพในหนทางของอัลลอฮ์ อีกทั้งพวกเขาจงอภัย ตลอดจนยกโทษ (ให้แก่พวกเขาเถิด) พวกเจ้าจะไม่ชอบหรือ ที่อัลลอฮ์จะทรงอภัยให้แก่พวกเจ้า และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ”

  • (จากซูเราะห์ อันนู้ร อายะห์ที่ 22)

ท่านอบูบักร จึงกล่าวว่า “หามิได้-ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮ์- แท้จริงฉันชอบที่จะให้อัลลอฮ์ทรงอภัยโทษให้แก่ฉัน”  ดังนั้นท่านจึงกลับไปอุปถัมภ์เจือจุนแก่มิสเฏาะห์ดังเดิม และกล่าวว่า “ขอสาบานด้วยอัลลอฮ์  ฉันจะไม่ระงับการช่วยเหลือจากเขาอีกแล้ว”

พระนางอาอิชะห์เล่าว่า “ท่านร่อซู้ล ﷺ เคยถามซัยนับ บินติ ญะหฺช์ เกี่ยวกับเรื่องของฉันว่า ซัยนับเอ๋ย เธอรู้อะไรไหม ? หรือเธอเห็นว่าอย่างไรบ้าง ? นางตอบว่า ท่านร่อซู้ล  คะ ฉันระวังหู ระวังตาของฉัน (โดยจะไม่พูดอะไรที่เป็นเท็จ)  ฉันไม่รู้อะไรเลย นอกจากความดีเท่านั้น (เกี่ยวกับอาอิชะห์)” ทั้งๆที่บรรดาภรรยาทั้งหลายของท่านร่อซู้ล  นั้น นางเป็นคนที่ชิงดีชิงเด่นกับฉัน  แต่อัลลอฮ์ก็ทรงปกปัก รักษานางด้วยความมีคุณธรรมของนางนั่นเอง  แต่ฮัมนะห์ น้องสาวของนางนั้นมักจะขัดกับนางอยู่เสมอ  จึงต้องได้รับความหายนะร่วมกับพวกที่กุเรื่องบัดสีนี้ด้วย…

اللَّهُمَّ صَلِّ عَلَى مُحَمَّدٍ وَعَلَى أَزْوَاجِهِ وَذُرِّيَّتِهِ كَمَا صَلَّيْت عَلَى آلِ إبْرَاهِيمَ .
وَبَارِكْ عَلَى مُحَمَّدٍ وَعَلَى أَزْوَاجِهِ وَذُرِّيَّتِهِ كَمَا بَارَكْت عَلَى آلِ إبْرَاهِيمَ إنَّك حَمِيدٌ مَجِيدٌ