ประชาชาตินี้จะเเตกออกเป็น 73 กลุ่ม –คำอธิบายชัรฮุสสุนนะฮ์ฺของอิหม่ามอั้ลบ้ารบาฮารีย์ โดยเชคซอลิหฺ อัลเฟาซาน
แปลโดย อบูจัสมิน
[30 พฤษภาคม 2564]

อิหม่าม อั้ล-บ้ารบาฮารีย์(ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮ์, เสียชีวิต ปีฮิจเราะฮ์ ที่ 329) กล่าวว่า “พึงทราบเถิดว่า ศาสนทูตของอัลลอฮ์(ศ้อลลัลลอฮุอาลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า “อุมมะฮ์ (ประชาชาติ) ของฉันจะเเตกออกเป็น 73 กลุ่ม, ทั้งหมดอยู่ในไฟนรก ยกเว้นกลุ่มเดียวเท่านั้น , คืออั้ลญะมาะอฺ” ศอฮาบะฮ์ ถามว่า “พวกเขาคือใครกัน โอ้ศาสนาทูตของอัลลอฮ์?” ท่านนบี(ศ้อลลัลลอฮุอาลัยฮิวะซัลลัม) ตอบว่า “พวกเขาคือผู้ที่ยึดมั่นในสิ่งที่ฉัน เเละศอฮาบะฮ์ของฉันยึดมั่นอยู่ในวันนี้”
อรรถาธิบาย :
เชคซอลิหฺ อัล-เฟาซาน(หะฟิศ่อฮุ้ลลอฮ์) อธิบายว่า :
“อุมมะฮ์ (ประชาชาติ) ของฉันจะเเตกออกเป็น 73 จำพวก, ทั้งหมดอยู่ในไฟนรก ยกเว้นกลุ่มเดียวเท่านั้น , คืออั้ลญะมาอะอฺ” อัลลอฮ์(ซุบฮานะฮูวะตะอาลา) ได้สั่งใช้เราให้มีเอกภาพกันบนสัจธรรม ดังที่พระองค์ตรัสว่า
وَاعْتَصِمُوا بِحَبْلِ اللَّهِ جَمِيعًا وَلَا تَفَرَّقُوا ۚ
“และพวกเจ้าจงยึดสายเชือกของอัลลอฮ์โดยพร้อมกันทั้งหมด และจงอย่าแตกแยกกัน” (ซูเราะฮ์ อาลีอิมรอน อายะฮ์ที่ 103) พระองค์ตรัสอีกว่า:
إِنَّ الَّذِينَ فَرَّقُوا دِينَهُمْ وَكَانُوا شِيَعًا لَّسْتَ مِنْهُمْ فِي شَيْءٍ ۚ إِنَّمَا أَمْرُهُمْ إِلَى اللَّهِ ثُمَّ يُنَبِّئُهُم بِمَا كَانُوا يَفْعَلُونَ
“แท้จริง บรรดาผู้ที่เเบ่งเเยกศาสนาของพวกเขา เเละพวกเขาได้ทำให้เเยกเป็นกลุ่มต่างๆ นั้น เจ้า (มุฮัมหมัด) หาใช่อยู่ในพวกเขาเเต่อย่างใดไม่ เเท้จริง เรื่องราวของพวกเขานั้น ย่อมกลับไปสู่อัลลอฮ์ เเล้วพระองค์จะทรงเเจ้งให้พวกเขาทราบในสิ่งที่พวกเขาเคยกระทำกันใว้” (ซูเราะฮ์อัลอันอาม อายะฮ์ที่ 159) เเละพระองค์-ผู้ทรงสูงส่ง-ตรัสว่า
وَلَا تَكُونُوا كَالَّذِينَ تَفَرَّقُوا وَاخْتَلَفُوا مِن بَعْدِ مَا جَاءَهُمُ الْبَيِّنَاتُ ۚ وَأُولَٰئِكَ لَهُمْ عَذَابٌ عَظِيمٌ
“และพวกเจ้าจงอย่าเป็นเช่นบรรดาผู้ที่แตกแยกกัน และขัดแย้งกัน หลังจากที่บรรดาหลักฐานอันชัดแจ้งได้มายังพวกเขาแล้ว และชนเหล่านี้แหละ สำหรับพวกเขา คือการลงโทษอันใหญ่หลวง” (ซูเราะฮ์ อาลีอิมรอน อายะฮ์ที่ 105) ดังนั้น อัลลอฮ์ได้ห้ามปรามเราจากการเเตกเเยก เเละสั่งให้เรามีความเป็นเอกภาพ ยึดมั่นในคำภีร์ของอัลลอฮ์ และแบบอย่างศาสทูตของพระองค์ และพระองค์ตรัสว่า
وَأَنَّ هَٰذَا صِرَاطِي مُسْتَقِيمًا فَاتَّبِعُوهُ ۖ وَلَا تَتَّبِعُوا السُّبُلَ فَتَفَرَّقَ بِكُمْ عَن سَبِيلِهِ ۚ ذَٰلِكُمْ وَصَّاكُم بِهِ لَعَلَّكُمْ تَتَّقُونَ
“เเละเเท้จริง นี่คือทางของข้าอันเที่ยงตรง พวกเจ้าจงปฏิบัติตามมันเถิด และจงอย่าปฏิบัติตามหลายๆ ทาง เพราะมันจะเป็นเหตุให้พวกเจ้าเเยกออกจากทางของพระองค์ นั่นแหละคือสิ่งที่พระองค์ได้สั่งเสียมันใว้เเก่พวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง” (ซูเราะฮ์อัลอันอาม อายะฮ์ที่ 153) ดังนั้น ความเห็นต่างเเละการเเตกเเยก ด้วยการตามอารมณ์ของใครบางคน เป็นสิ่งที่ไม่อนุญาต เช่นเดียวกับการยึดตามบิดา และบรรพบุรุษ เเม้เเต่การตามพวกยิวเเละคริสเตียนอย่างมืดบอด และการเห็นต่างในหลักศรัทธา(อะกีดะฮ์) และรากฐานของศาสนา(อูศู้ล) เป็นสิ่งที่ไม่อนุญาต จำเป็น(วาญิบ)ที่จะต้องน้อมรับและมีความเป็นเอกภาพกันด้วยสิ่งนี้
การเห็นต่างกันในเรื่องฟิกฮ์ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่เขาจะต้องยึดคำพูดที่มีหลักฐานเท่านั้น
فَإِن تَنَازَعْتُمْ فِي شَيْءٍ فَرُدُّوهُ إِلَى اللَّهِ وَالرَّسُولِ إِن كُنتُمْ تُؤْمِنُونَ بِاللَّهِ وَالْيَوْمِ الْآخِرِ ۚ ذَٰلِكَ خَيْرٌ وَأَحْسَنُ تَأْوِيلًا
“แต่ถ้าพวกเจ้าขัดแย้งกันในสิ่งใด ก็จงนำสิ่งนั่นกลับไปยังอัลลอฮ์ และร่อซูล หากพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันปรโลก นั่นแหละเป็นสิ่งที่ดียิ่งและเป็นการกลับไป ที่สวยยิ่ง” (ซูเราะฮ์อันนิสาอฺ อายะฮ์ที่ 59)
ส่วนการเห็นต่างในเรื่องหลักศรัทธา(อะกีดะฮ์) เป็นสิ่งที่ไม่อนุญาต เพราะการศรัทธาต้องอาศัยตัวบทหลักฐานเท่านั้น เเละไม่อนุญาตให้ตีความหรือวินิจฉัยเอาเอง ในขณะที่กฏเกณฑ์ด้านฟิกฮ์ ข้อตัดสิน และคำวินิจฉัยต่างๆ , บรรดาอุลามะอ์เป็นผู้ที่มีความสามารถ เเละเหมาะสมที่สุดในการวินิจฉัย ท่านเหล่านั้นจะยึดเอาคำวินิจฉัยที่ถูกต้องที่สุด
แต่ถ้าหากอุลามะอ์มีความเห็นต่างกัน ก็ใช่ว่าจะต้อง (ปล่อยวาง) อยู่บนความเห็นต่างนั้น เเต่ทว่า ต้องย้อนกลับไปดูคำภีร์ของอัลลอฮ์และซุนนะต์ของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอาลัยฮิวะซัลลัม) ผู้ใดใช้หลักการจากกีตาบุลลอฮ์ เเละสุนนะฮ์ มาเป็นหลักฐานสนับสนุน ก็สมควรยึดตาม น้อมรับคำพูดของเขา เเละให้ละทิ้งข้อคิดเห็นที่ไม่มีร่องรอยจากหลักการ นี่คือเเนวทางอะลุสสุนนะฮ์ วั้ลญะมาอะฮ์ เป็นสิ่งที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอาลัยฮิวะซัลลัม ได้ชี้นำเเก่เรา ส่วนคำกล่าวที่ว่า “จงปล่อยวางเถิด.ต่างคนย่อมมีเหตุผลเป็นของตัวเอง เพราะความขัดเเย้งเป็นความเมตตาหนึ่ง” เราก็จะกล่าวว่า “นี่คือความเท็จ”
เพราะอัลลอฮ์-ผู้ทรงสูงส่ง-ตรัสว่า
وَلَا يَزَالُونَ مُخْتَلِفِينَ إِلَّا مَن رَّحِمَ رَبُّك
“แต่พวกเขาก็ยังคงแตกแยกกัน เว้นแต่ผู้ที่พระเจ้าของเจ้ามีเมตตา …. ” (ซูเราะฮ์ฮูด อายะฮ์ที่ 118-119) ดังนั้น พระองค์ทรงตรัสว่า “เว้นแต่ผู้ที่พระเจ้าของเจ้ามีเมตตา” คือข้อพิสูจน์ว่า ผู้ที่อัลลอฮ์ทรงเมตตาย่อมไม่มีความขัดเเย้งกัน, เเละความขัดเเย้งนั้นเป็นการลงโทษ หาใช่เป็นความเมตตาไม่
ผู้ที่ได้รับความเมตตาย่อมไม่มีความขัดเเย้งกัน และถ้าหากพวกเขาขัดเเย้งกัน ก็ต้องย้อนกลับยังอัลกุรอานเเละสุนนะฮ์ ซึ่งเป็นทางออกในการเเก้ปัญหา พวกเขาจะต้องยึดเอาความถูกต้อง เเละละทิ้งจากความผิดพลาด นี่คือเเนวทางอะฮ์ลุซสุนนะฮ์ วั้ลญ่ามาอะฮ์ ที่จะต้องละทิ้งความคิดเห็นของตัวเอง ในเรื่องศาสนา เพราะนี่ไม่ใช่เเนวทางของมุสลิม เเต่เป็นเเนวทางของพวกตามอารมณ์ พวกเขาเเสวงหาแต่ความคิดเห็นที่สอดคล้องกับอารมณ์ และพวกเขาจะละทิ้ง ไม่ว่าอะไรก็ตามที่ขัดเเย้งกับอารมณ์ที่ยึดอยู่ เเม้จะต้องละทิ้งคำกล่าวของอุลามะอ์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เขาจะต้องยอมมันรับโดยดุษฏีก็ตาม
กล่าวคือ พวกเขาไม่ยอมรับคำพูดของปราชญ์ หากมันไม่สอดคล้องกับอารมณ์ของพวกเขา
ดังนั้น อะไรที่ขัดเเย้งกับสิ่งที่เขาเเสวงหา ก็ถูกจะปฏิเสธ เป็นข้อยืนยันว่า พวกเขาเป็นพวกคล้อยตามอารมณ์ (อะฮ์ลุ้ลฮะวา) เพราะพวกเขาจะยึดเอาเฉพาะสิ่งที่สอดคล้องกับอารมณ์เท่านั่น สิ่งที่ใดที่ขัดเเย้งก็จะละทิ้งมันเสีย
นี่คือสิ่งที่เผยเเผ่กันในยุคนี้ ทั้งทางหนังสือพิมพ์ วารสาร การเสวนา การพบปะ การประชุมส่วนใหญ่ หรือตามช่องทีวีดาวเทียม ที่พวกเขาเผยเเผ่ความเห็นต่าง เเละกล่าวว่า “เรากำลังเปิดกว้างสำหรับผู้คน” เเล้วอะไรคือสิ่งที่พวกเขาเปิดกว้าง ?
ด้วยการทิ้งกีตาบุลลอฮ์เเละสุนนะฮ์ เเล้วไปยึดคำพูดคนที่ไม่มีข้อผิดพลาดเลยกระนั้นหรือ ?
หรือบางครั้งพวกเขาก็ผิดพลาด เเละบางครั้งก็ถูกต้อง ? เราขอกล่าวว่า ด้วยเหตุนี้ บรรดาอุลามะอ์จึงได้ห้ามปรามเราจากการยึดคำพูดของพวกเขา เว้นเเต่จะต้องมีร่องรอยจากหลักฐาน และห้ามเรามิให้ยึดคำพูดที่ขัดเเย้งกับหลักฐาน ตัวบท ดังนั้น เรื่องนี้เราต้องทำความเข้าใจให้ดี เพราะยุคนี้ผู้คนต่างโดนทดสอบโดยผู้ที่ต้องการปิดหูปิดตาผู้คนจากสัจธรรม
73 กลุ่ม
อิหม่าม อัล-บารบาฮารีย์ (ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮ์ เสียชีวิตปีฮิจเราะฮ์ ที่ 329) กล่าวว่า “พึงทราบเถิดว่า ศาสนทูตของอัลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอาลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “ประชาชาติของฉันจะเเตกออกเป็น 73 กลุ่ม ทั้งหมดจะต้องอยู่ในไฟนรก ยกเว้นกลุ่มเดียว …”
รายงานนี้มีความน่าเชื่อถือ มีรายงานมามากมาย รวมทั้งตัวบทที่มาสนับสนุน บรรดาอุลามะอ์ต่างก็นำมาอรรถาธิบายเพิ่มเติมเเละยืนยันในความถูกต้อง เเละอุมมะฮ์นี้ ก็พิสูจน์ให้เห็นเเล้วว่ามันเป็นความจริง [1]
ตามที่ ศาสนทูต (ศ้อลลัลลอฮุอาลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า ประชาติ(ของมุฮัมหมัด)นี้จะเเตกออกเป็น 73 กลุ่ม – เเละกลุ่มเหล่านนี้เป็นรากฐานของกลุ่มต่างๆ และสาเหตุที่เกิดเป็นกลุ่มอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งหมดล้วนเกิดมาจาก 73 กลุ่มนี้ และทั้งหมดต้องลงนรก ยกเว้นกลุ่มเดียวเท่านั้น จาก 73 กลุ่มดังกล่าว ก็คือกลุ่มที่ยึดมั่นในสิ่งที่ศาสนทูต ศอลลัลลอฮุอาลัยฮิวะซัลลัม เเละบรรดาศอฮาบะฮ์ รอฎิยันลอฮุอันฮุม ดำรงมั่นอยู่ พวกเขาคือกลุ่มที่รอดปลอดภัยจากไฟนรก(นาญียะฮ์) ด้วยเหตุนี้จึงถูกขนานนามว่าเป็นกลุ่มชนที่รอดพ้น(ฟิรกอตุ้นนาญียะฮ) และพวกเขายังถูกเรียกว่า อะฮ์ลุซสุนนะฮ์วั้ลญ่ามาอะฮ์ นอกเหนือจากกลุ่มของพวกเขาคือกลุ่มที่ขัดเเข้ง พวกเขาจะต้องถูกลงโทษในไฟนรก
พวกเขาจะต้องถูกโยนลงไฟนรกเนื่องจากในหมู่พวกเขามีทั้งผู้ปฏิเสธศรัทธา, ทำบาป, และฝ่าฝืน ผู้ที่ถูกโยนลงไฟนรกนั้นจะไม่เหมือนกัน ดังนั้น อย่าเข้าใจหะดีษบทนี้ว่า ทุกกลุ่มที่ถูกโยนลงไฟนรกนั้น คือผู้ปฏิเสธศรัทธา
” ทั้งหมดจะอยู่ในไฟนรกยกเว้นกลุ่มเดียว และนั่นคือ ญะมาอาะฮ์.” อัลญะมาอะฮ์ พาดพึงถึงผู้ใดก็ตามที่ยึดมั่นอยู่บนสัจธรรมนี้ เเม้ว่ามีเพียงคนเดียว. การที่ผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันไม่ใช่ตัวบ่งชี้ว่าพวกเขาจะอยู่บนสัจธรรม ดังที่ อัลลอฮ์ (ผู้ทรงสูงส่ง) ตรัสว่า
وَإِن تُطِعْ أَكْثَرَ مَن فِي الْأَرْضِ يُضِلُّوكَ عَن سَبِيلِ اللَّهِ ۚ إِن يَتَّبِعُونَ إِلَّا الظَّنَّ وَإِنْ هُمْ إِلَّا يَخْرُصُونَ
“และหากเจ้าเชื่อฟังส่วนมากของผู้คนในแผ่นดินแล้ว พวกเขาก็จะทำให้เจ้าหลงทางจากทางของอัลลอฮ์ไป พวกเขาจะไม่ปฏิบัติตามนอกจากการนึกคิดเอาเอง และพวกเขามิได้ตั้งอยู่บนสิ่งใดนอกจากพวกเขาจะคาดคะเนเอาเท่านั้น” (ซูเราะฮ์ อัลอันอาม อายะฮ์ที่ 116)
เเละพระองค์ทรงตรัสว่า
وَمَا أَكْثَرُ النَّاسِ وَلَوْ حَرَصْتَ بِمُؤْمِنِينَ
“และส่วนใหญ่ของมนุษย์จะไม่ศรัทธาต่อเจ้า ถึงแม้เจ้าปรารถนาอย่างยิ่งก็ตาม” (ซูเราะฮ์ยุสุฟ อายะฮ์ที่ 103)
และพระองค์ทรงตรัสว่า
وَمَا وَجَدْنَا لِأَكْثَرِهِم مِّنْ عَهْدٍ ۖ وَإِن وَجَدْنَا أَكْثَرَهُمْ لَفَاسِقِينَ
“และเราไม่พบว่ามีสัญญาใดๆ สำหรับส่วนมากของพวกเขา และแน่นอนเราได้พบว่าส่วนมากของพวกเขานั้นเป็นผู้ละเมิด” (ซูเราะฮ์อั้ลอะอฺรอฟ อายะฮ์ที่ 102)
ดังนั้น อย่าได้สนใจกับจำนวนของผู้คน เเต่จงพิจารณาถึงผู้ที่ได้รับสัจธรรม เเม้ว่าพวกเขาจะมีจำนวนน้อยนิด ในบางช่วงเวลา หรือในบางพื้นที่ เเม้ว่าจะมีเพียงเขาคนเดียว ก็ถือว่าเป็นญะมาอะฮ์
ศอฮาบะฮ์ ถามว่า “เเล้วพวกเขาคือใครกัน โอ้ท่านศาสนาทูตของอัลลอฮ์ ?” ท่านตอบว่า “คือผู้ที่ยึดมั่นในสิ่งที่ฉันเเละศอฮาบะฮ์ของฉันยึดมั่นอยู่ในวันนี้” นี่คือเเนวทางที่ถูกต้อง ผู้ใดที่ยึดมั่นอยู่บนสิ่งที่ศาสนทูตเเละบรรดาศอฮาบะฮ์เคยยึดมั่น เขาคือ ญะมาอะฮ์ .
จบคำพูด
عَنْ عَوْفِ بْنِ مَالِكٍ، قَالَ قَالَ رَسُولُ اللَّهِ ـ صلى الله عليه وسلم افْتَرَقَتِ الْيَهُودُ عَلَى إِحْدَى وَسَبْعِينَ فِرْقَةً فَوَاحِدَةٌ فِي الْجَنَّةِ وَسَبْعُونَ فِي النَّارِ وَافْتَرَقَتِ النَّصَارَى عَلَى ثِنْتَيْنِ وَسَبْعِينَ فِرْقَةً فَإِحْدَى وَسَبْعُونَ فِي النَّارِ وَوَاحِدَةٌ فِي الْجَنَّةِ وَالَّذِي نَفْسُ مُحَمَّدٍ بِيَدِهِ لَتَفْتَرِقَنَّ أُمَّتِي عَلَى ثَلاَثٍ وَسَبْعِينَ فِرْقَةً فَوَاحِدَةٌ فِي الْجَنَّةِ وَثِنْتَانِ وَسَبْعُونَ فِي النَّارِ قِيلَ يَا رَسُولَ اللَّهِ مَنْ هُمْ قَالَ الْجَمَاعَةُ
(อิบนุมาญะ, หมายเลข. 3992)
ดู : อิ้ตฮาฟ อั้ลกอรี, อรรถาธิบายชัรอุสสุนนะฮ์ฺของอิหม่ามอั้ลบารบาฮารี โดยเชคซอลิหฺ อัลเฟาซาน เล่ม 1 หน้า 419-423.
[1] ติรมีซีย์, หมายเลข 2641; อิบนุ นัสรฺ อั้ลมัรวาซี ในหนังสืออัสสุนนะฮ์ฺ,หมายเลข 59;อั้ลฮะกีมในหนังสืออัลมุ้สตาดร้อก,1/218; อัลอาจูรีย์ในอัชชารีอะฮ์,หมายเลข 23 ;อัลลาลิกาอีย์ ในหนังสือชัรฮ์อุศูลอัลเอี๊ยะติกอต,หมายเลข 147; อิบนุบัตเฏาะฮ์ ในหนังสืออัลอิบานะฮ์ ,หมายเลข 196; เเละอีกหลายท่าน. เเละมีหะดีษอื่นที่มาสนับสนุน จากหะดีษของท่านอะนัส รายงานโดยท่านเฏาะฮ์บารอนี ในอัลเอาว์ซาต, หมายเลข 7840 และ ในอัสศอฮิรฺ, หมายเลข 724; และรับรองความถูกต้องโดยอุลามะอ์ส่วนใหญ่ทั้งในอดีตและปัจจุบัน, อัลฮัมดุลิลลาฮ์