การอธิบาย อัลกุรอาน ด้วยวิทยาศาสตร์

การอธิบายอัลกุรอานด้วยวิทยาศาสตร์
เรียบเรียงโดย มุบาร็อก แดงโกเมน

ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาได้มีทฤษฏีและการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นอย่างมากมาย โดยมีผลมาจากความก้าวทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด ดังกล่าวทำให้สิ่งที่ไม่เคยได้รับรู้และเห็นมาในครั้งอดีตได้ทราบในยุคปัจจุบัน จนกระทั่งได้มีผู้ที่พยายามนำเอาทฤษฏีหรือข้อค้นพบทางวิทยาศาสตร์เข้ามาประกอบการอธิบายอัลกุรอาน แม้ว่าหากพิจรณาอย่างผิวเผินแล้วอาจดูมีความเป็นไปได้หรือมีความใกล้เคียงกัน ซึ่งนักวิชาการได้มีการตีความและอธิบายอายะฮ์ที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวนี้ให้ไปตรงกับกับทฤษฏีดังกล่าวหรือพยายามอธิบายทฤษฏีดังกล่าวให้ตรงกับอัลกุรอาน เช่น กลุ่มปัญญานิยม กลุ่มกอดยานีย์ ดร.ชากิร นาอิค (หรือชากิร ไนท์) และในเมืองไทยก็มีผู้ที่พยายามนำเสนอเรื่องดังกล่าวนี้เหมือนกัน. เนื่องจากกลุ่มดังกล่าวได้มีการนำเอาทฤษฏีทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายอัลกุรอานหรือนำเอาวิทยาศาสตร์มาอธิบายเพื่อให้เข้ากับอายะฮ์หนึ่งอายะฮ์ใดในกุรอาน เช่น เรื่อง บิ๊กแบง เป็นต้น. ซึ่งการอธิบายในลักษณะนี้นั้นสามารถกระทำได้หรือไม่…?

ซึ่งปัญหาและสิ่งดังกล่าวนี้มีการถกเถียงกันอย่างมากมายในหมู่นักวิชาการมุสลิม ซึ่งในบทความชิ้นนี้จะขอนำเสนอทัศนะความเห็นของนักวิชาการร่วมสมัยในประเด็นดังกล่าวที่ยึดมั่นอยู่ในแนวทางแห่งบรรพชนที่ดีในยุคแรก (สละฟุศซอและฮ์) ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าการยึดถือในทัศนะความเห็นนี้ตามความเห็นของบรรดาท่านเหล่านั้นคือสิ่งที่สมควรอย่างยิ่ง ถูกต้องและปลอดภัยที่สุดสำหรับมุสลิมที่ปรารถนาที่จะดำเนินรอยตามท่านเหล่านั้น บรรดานักวิชาการมีทัศนะความเห็นอย่างไรในประเด็นดังกล่าวนี…? ซึ่งจะนำเสนอโดยสังเขปดังนี้.

1.ทัศนะความเห็นของเชคอุซัยมีน ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮ์

ท่านเชคอิบนุอุซัยมีน ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮ์ ได้กล่าวเกี่ยวกับประเด็นนี้เอาไว้ในหนังสือของท่านที่ชื่อว่า (“مجموع فتاوى ورسائل ابن عثيمين”) เล่มที่ 26 หน้าที่ 28 ไว้ดังนี้ว่า:

“ความมหัศจรรย์ทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นข้อเท็จจริงนั้น เราไม่ได้ปฏิเสธเรื่องดังกล่าว เราไม่ปฏิเสธว่าแน่แท้ในอัลกุรอานนั้นมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ถูกเปิดเผยรายละเอียดขึ้นในยุคหลังๆ แต่ทว่า..ผู้คนบางส่วนนั้นได้ทำให้เกิดการเลยเถิดไปมากในความมหัศจรรย์ทางวิทยาสาสตร์นี้ จนกระทั่งเราได้เห็นว่ามีผู้ที่ทำให้อัลกุรอานเป็นเหมือนกับตำราทางคณิตศาสตร์ ซึ่งดังกล่าวนี้คือสิ่งที่ผิด ฉะนั้นแล้วเราอยากบอกว่า การเลยเถิดในประเด็นเรื่องการยืนยันถึงความมหัศจรรย์ทางวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่ไม่บังควร ทั้งนี้ก็เพราะว่าเรื่องหรือประเด็นดังกล่าวนั้นเป็นเพียงเรื่องที่ตั้งอยู่บนสมมุติฐานทางทฤษฏีเพียงเท่านั้น และทฤษฏีแนวความคิดต่างๆนั้นก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างไม่ตรงกัน ดังนั้นเมื่อเราได้ทำให้อัลกุรอานเป็นหลักฐานรองรับต่อแนวความคิดหรือทฤษฏีใดๆก็ตามนั้น ต่อมาภายหลังก็มีข้อค้นพบและหลักฐานที่มาบ่งชี้ว่าแนวความคิดและทฤษฏีดังกล่าวนั้นมีความไม่ถูกต้องและผิดไปจากข้อเท็จจริง ดังกล่าวนั้นก็เท่ากับว่าข้อบ่งชี้ที่เป็นหลักฐานของอัลกุรอานที่รับรองเรื่องดังกล่าวนั้นจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องและผิดพลาดไป ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งยวด ด้วยเหตุนี้เองจึงต้องให้ความสำคัญและเอาใจใส่ต่ออัลกุรอานและซุนนะฮ์ (แบบอย่างของท่านนบีทั้งจากคำพูด การกระทำและการยอมรับ) ในการอธิบายและชี้แจงรายละเอียดในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่มนุษย์ทั้งในเรื่องอิบาดะฮ์ (ศาสนพิธี) และในเรื่องมุอามะลาต (ภาคสังคมเช่น การซื้อขาย การใช้ชีวิตในสังคม เป็นต้น)ซึ่งได้มีการอธิบายใว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน หรือแม้กระทั่งมรรยาทในการรับประทานอาหาร มรรยาทในการนั่ง และจรรยามรรยาทต่างๆอีกมากมาย แต่ทว่า…องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับจักรวาลนั้น ไม่ได้มีการอธิบายและชี้แจงเอาใว้โดยละเอียด. ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เองฉันเองกลัวว่าผู้คนทั้งหลายนั้นจะยึดติดอยู่กับความมหัศจรรย์ทางวิทยาศาสตร์โดยหมกมุ่นวุ่นวายอยู่กับสิ่งดังกล่าวจนลืมในสิ่งที่สำคัญที่สุดไป ซึ่งแน่นอนที่สุดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการทำให้อิบาดะฮ์นั้นเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ เพราะอัลกุรอานถูกประทานลงมาด้วยกับเหตุผลดังกล่าว ดังดำรัสของอัลลอฮ์ที่ว่า


﴿ وَمَا خَلَقْتُ الْجِنَّ وَالْإِنْسَ إِلَّا لِيَعْبُدُونِ﴾
ความว่า :และข้ามิได้สร้างญิน และมนุษย์เพื่ออื่นใด เว้นแต่เพื่อเคารพภักดีต่อข้า.

2. ข้อชี้ขาดปัญหาศาสนา คณะถาวรในการวินิจฉัยและชี้ขาดปัญหาศาสนาแห่งประเทศซาอุดิอารเบีย

คำถาม. อะไรคือข้อชี้ขาดทางศาสนาในการอรรถาธิบายอัลกุรอาน ซึ่งถูกเรียกว่า “การอรรธถาธิบายทางวิทยาศาสตร์” (التفاسير العلمية)? และอะไรคือขอบเขตของศาสนาในการที่อายะฮ์ต่างๆของอัลกุรอนบางส่วนมีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกับการทดลองทางวิทยาศาสตร์..? ซึ่งปัญหาและสิ่งดังกล่าวนี้มีการถกเถียงกันอย่างมากมาย.(คำถามที่ 3 จากข้อชี้ขาดปัญหาศาสนา หมายเลข 9247.)

คำตอบ. หากว่าสิ่งดังกล่าวมาจากพื้นฐานของการอรรธถาธิบายอัลกุรอาน ซึ่งได้มีการอธิบายดำรัสของอัลลอฮ์ ที่ว่า
﴿ أَوَلَمْ يَرَ الَّذِينَ كَفَرُوا أَنَّ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضَ كَانَتَا رَتْقًا فَفَتَقْنَاهُمَا وَجَعَلْنَا مِنَ الْمَاءِ كُلَّ شَيْءٍ حَيٍّ ﴾ (الأنبياء:30)
โดยอธิบายว่า แผ่นดินหรือโลกนั้นเคยติดเป็นเนื้อเดียวกันอยู่กับดวงอาทิตย์และเป็นส่วนหนึ่งของดวงอาทิตย์ และเนื่องจากการหมุนอย่างรุนแรงของดวงอาทิตย์ ก็ทำให้แผ่นดินหรือโลกนั้นแยกตัวออกมา หลังจากนั้นพื้นผิวของโลกก็เกิดการเย็นตัวลง และยังคงหลงเหลือความร้อนของเปลือกโลกอยู่ และกลายเป็นส่วนหนึ่งจากดวงดาวต่างๆที่โครจรอยู่รอบๆดวงอาทิตย์ ซึ่งหากว่าเป็นการอรรธถาธิบายในทำนองดังกล่าวนี้นั้นก็ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรนำมาและไม่สมควรที่จะไปยึดถือต่อการอรรธถาธิบายดังกล่าว เนื่องด้วยการอรรธถาธิบาย (ตัฟซีร) ดังกล่าวนั้นเป็นการยึดถือบนทัศนะความเห็นใหม่ๆ ซึ่งทัศนะความเห็นดังกล่าวนั้นไม่มีพื้นฐานมาจากอัลกุรอาน จากซุนนะฮ์ และจากถ้อยคำของชาวสะลัฟ (บรรพชนที่ดีในยุคแรก)….เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็เท่ากับว่าเป็นการกล่าวพาดพิงต่ออัลลอฮ์โดยปราศจากองค์ความรู้.

**(คณะถาวรในการวินิจฉัยและชี้ขาดปัญหาศาสนาประกอบไปด้วย เชคอับดุลลอฮ์ บินกุอูต คณะกรรมการ เชคอับดุลลอฮ์ บินฆุดัยยาน คณะกรรมการ เชคอับดุลรอซาก อะฟีฟีย์ รองประธาน เชคอับดุลอะซีร บินอับดุลลอฮ์ บินบาซ ประธาน.)**

3. ทัศนะของเชคซอและฮ์อัลเฟาซาน ฮะฟิเฏอะฮุ้ลลอฮ์

คำถาม. ในช่วงระยะหลังๆมานี้ได้มีตำราและเทป ซีดีต่างๆมากมายที่มีการพูดถึงเรื่องความมหัศจรรย์ของอัลกุรอานและความสอดคล้องกันของทัศนะความเห็นต่างๆเหล่านี้ต่อบรรดาอายะฮ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องในประเด็นดังกล่าวนี้ .อะไรคือหลักเกณฑ์หรือกฎเกณฑ์ที่สำคัญในเรื่องดังกล่าว …? และอะไรคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับบรรดานักศึกษาต่อเรื่องดังกล่าว…?

คำตอบ. การอรรธถาธิบายอัลกุรอานที่ถูกต้องและมีหลักเกณฑ์นั้น ดังกล่าวมีแนวทางที่บรรดาอิมามทางด้านตัฟซีรได้บอกเอาไว้ว่า การตัฟซีรนั้นจะไม่ตัฟซีรด้วยกับแนวทางอื่นๆ นอกเหนือจากแนวทางดังกล่าวนี้ คือ การอรรธถาธิบายอัลกุรอานด้วยกับอัลกุรอาน การอรรธถาธิบายอัลกุรอานด้วยกับซุนนะฮ์ การอรรธถาธิบายอัลกุรอานด้วยกับการอรรธถาธิบายของบรรดาซอฮาบะฮ์ การอรรธถาธิบายอัลกุรอานด้วยกับการอรรธถาธิบายของบรรดาตาบีอีน และการอรรธถาธิบายอัลกุรอานด้วยกับภาษาที่อัลกุรอานถูกประทานลงมา คือภาษาอาหรับ

ดังกล่าวนี้คือทิศทางการอรรธถาธิบายอัลกุรอาน ส่วนการอธิบายที่นอกเหนือไปจากทิศทางนี้นั้น มันคือสิ่งที่เป็นแนวความคิดใหม่ๆที่ไม่มีรากฐานที่มาใดๆเลย และไม่อนุญาตให้ทำการอรรธถาธิบายอัลกุรอานด้วยกับการใช้ทัศนะความเห็นมาทำการอธิบาย ท่านอิหม่ามฮาฟิซอิบนิกะษีรได้บอกเอาไว้ในช่วงแรกของตำราตัฟซีรของท่าน คือหะดีษอันทรงคุณค่าที่ว่า
“ผู้ใดที่กล่าวในเรื่องของอัลกุรอานด้วยกับทัศนะความเห็นของเขา โดยที่เขาไม่มีองค์ความรู้…ดังนั้นเขาจงตระเตรียมที่นั่งของเขาในไฟนรก และถือเป็นความผิด ถึงแม้ว่าในเชิงนัยยะความหมายดังกล่าวจะถูกต้องก็ตาม”(คำฟัตวาเลขที่ 2255 วันที่ 3/4/2006)

จากทัศนะความเห็นของบรรดาปวงปราชญ์ที่ดำรงมั่นอยู่บนแนวทางแห่งสะลัฟนั้น ทำให้เราพอจะทราบว่าหลักการและแนวทางที่ถูกต้องในการทำความเข้าใจและการอธิบายโองการต่างๆในอัลกุรอานนั้นต้องอาศัยการอธิบายของปวงปราชญ์หรือนักอรรธถาธิบายอัลกุรอานที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ (มุฟัสซิรีน) ที่เป็นที่ยอมรับโดยเฉพาะบรรดาปราชญ์ที่อรรถาธิบายอัลกุรอานในยุคสะลัฟ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดหรือการมีความเข้าใจไม่ตรงกับความเข้าใจของเหล่าบรรดาซอฮาบะฮ์และบรรชนที่ดีในยุคแรกโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นดังกล่าวนี้นั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลักการเชื่อมั่น (อะกีดะฮ์) ฉะนั้นการอธิบายใดๆก็ตามในเรื่องที่มนุษย์ไม่มีองค์ความรู้มากพอ หรืออัลลอฮ์ ทรงไม่ได้แจ้งให้มนุษย์ทราบนอกจากเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องไม่บังควรหรือเหมาะสมอย่างยิ่งที่เราจะทำการอธิบายเรื่องดังกล่าวโดยอาศัยหลักทฤษฏีที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมาหรือข้อค้นพบทางวิทยาศาสตร์ตราบใดที่สิ่งดังกล่าวนั้นยังมีการโต้เถียงกันอยู่ ดังกล่าวนั้นนับว่าเป็นอันตรายต่อมุสลิมเป็นอย่างมากในด้านหลักศรัทธา และเป็นสิ่งที่น่าตำหนิเป็นอย่างมากสำหรับบุคคลที่อ้างตัวว่าดำเนินตามแนวทางแห่งกิตาบุลลอฮ์และซุนนะฮ์และยึดมั่นในหมู่ชนแห่งสะลัฟ. والله أعلم