ท่านหญิงอัสมาอฺ บินติ อบีบักร บิน อบีกุฮาฟัห์

¬ ท่านหญิงอัสมาอฺ บินติ อบีบักร
บิน อบีกุฮาฟัห์ ¬


จากหนังสือส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ของบบรดาซอฮาบะห์

•สตรี เจ้าของเชือกสองเส้น

เข้ารับอิสลาม : นางเข้ารับอิสลามพร้อมกับบุคคลในครอบครัวของนาง

นางคือผู้ที่นำอาหารและน้ำไปให้ท่านนบีและบิดาของนาง โดยนำผ้าคาดเอวฉีกเป็นสองเส้นเส้นหนึ่งคาดเอว อีกเส้นหนึ่งผูกอาหาร

•นางจึงได้ฉายาว่าเจ้าของเชือกสองเส้น

นางเสียชีวิตหลังจากการเสียชีวิตของอับดูลเลาะอิบนีซูเบร บุตรชายของนาง
นางเป็นชาวมุฮาญีรีนคนสุดท้ายที่เสียชีวิต
นางมีอายุถึง 100 ปี

อัลลอฮ์ซุบฮานาฮูวาตาอาลา ทรงตรัสไว้ว่า ::

“บรรดากุลสตรีนั้นคือผู้จงรักภักดี ผู้รักษาในทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ลับหลังสามี เนื่องด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงรักษาไว้ “

✿*゚ ซูเราะห์อันนิสาอฺ อายะห์ 34 ✿*゚

อัสมาอฺ บินติ อบีบักร ลูกสาวของท่านอาบูบั๊ก อัศศิดดิ๊ก (รอฏิยัลลอฮูอันฮู) พี่สาวของท่านหญิงอาอีชะ
🍦นางเกิดก่อนที่ท่านจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนบีได้รับฉายาว่า 🌹”ซาตุนนิฎอกอยนฺ” (เจ้าของเชือกสองเส้น)

อัลฮัมดูลิลลาฮ์

ท่านหญิงอัสมาอฺ บินติ อบีบักร บิน อบีกุฮาฟัห์ ¬

สาเหตุที่ทำให้นางได้รับฉายาว่า “ ซาตุนนิฎอก็อยนฺ”

ตามธรรมเนียมของสตรีในยุคญาฮิลียะห์ จะมีเข็มขัดที่ทำจากผ้าผูกไว้รอบเอว และท่านหญิงอัสมาอฺก็ทำเช่นนั้น

และในคราวที่ท่านนบีอพยพ ท่านนบีและอบูบักร ได้ไปหลบอยู่ที่ถ้ำ -เซาวร์• ท่านหญิงอัซมาอฺ เป็นผู้ที่นำอาหารและน้ำ ไปให้แก่ท่านนบี และบิดาของท่าน และนางก็ได้หลบซ่อนอาหารจากสายตาของผู้คนด้วยการผ้าเป็นสองเส้น

เส้นหนึ่งสำหรับผูกเอวและอีกเส้นสำหรับผูกอาหาร เมื่อท่านเราะซูลเห็นนางทำเช่นนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ อัลลอฮ์จะส่งเปลี่ยนเชือกของเธอด้วยกับเชือกสองเส้นในสวรรค์ “

ㅡการแต่งงานของท่านหญิงอัสมาอฺ ㅡ

นางอัสมาอฺ ได้แต่งงานกับท่านซูเบร บิน อัล เอาวาม หนึ่งในบรรดาผู้ที่ถูกสัญญาไว้ว่าจะได้เป็นชาวสวรรค์ ท่านซูเบรได้สู่ขอนางก่อนที่จะอพยพไปเอธิโอเปีย หลังจากกลับมาจากการอพยพทั้งสองได้แต่งงานกันก่อนการอพยพไปมาดีนะ ทั้งสองมีอิหม่านที่แข็งกล้า มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือสวรรค์

เมื่อเขาอพยพนางก็ไปกับเขาด้วย เมื่อเขาทำญิฮาด นางก็ช่วยเหลือเกื้อหนุนอดทนต่อความลำบาก มีความเพียงพอและพอเพียง ขอบคุณอัลลอฮ ตะอาลา เมื่อได้รับความสุข ไม่หยิ่งทะนงแม้จะเป็นบุตรสาว อบูบักร อยู่เคียงข้างซูเบรแม้เขาจะยากจน นางแบ่งเบาภาระด้วยแรงกายแรงใจ

อัสมาอฺเล่าว่า ซูเบรได้แต่งงานกับนาง โดยที่เขาไม่มีอะไรติดตัวเลย ไม่มีทรัพย์สิน. ไม่มีทาส นอกจากมีม้าตัวเดียวเท่านั้น นางทำหน้าที่ให้น้ำ ให้อาหารแก่ม้า ทำการซ่อมแซมถังที่ใช้สำหรับโม่แป้ง ทำการนวดแป้งขนมปัง ถึงแม้ว่านางจะไม่เก่งเรื่องการนวดแป้ง เพราะก่อนหน้านี้นางมีหญิงรับใช้คอยทำขนมปังให้
นางแบกเมล็ดอินทผลัมจากสวนที่มีผู้คนทิ้งเมล็ดไว้ เพื่อนนำมาเป็นอาหารให้ม้า ระยะทางระหว่างสวนประมาณ 1/3 ฟุรสัค = 1 ไมล์) วันหนึ่ง นางได้แบกเมล็ดอินทผลัมอยู่บนศีรษะเหมือนวันอื่นๆ ท่านเราะซูลเห็นนาง จึงบอกให้นางไปขี่อูฐของท่าน แต่ว่านางปฏิเสธ เพราะละอายที่จะต้องเดินทางไปกับบรรดาผู้ชาย อีกทั้งนางก็เกรงกลัวความหึงหวงของซูเบร ครั้นพอซูเบร ทราบเรื่องราว

เขาจึงบอกนางว่า “ การที่ฉันเห็นเธอแบกหามเมล็ดอินทผลัมอย่างลำบากเช่นนั้น เป็นสิ่งที่ทำร้ายจิตใจฉัน ยิ่งกว่าการที่เธอจะขี่อูฐเดินทางมาพร้อมกับบรรดาศอฮาบะห์เสียอีก”

หลังจากนั้นท่านอาบูบั๊กก็ส่งคนรับใช้มาให้นาง เพื่อดูแลม้าแทนนาง สิ่งที่อัสมาอฺปฏิบัติเรานี้นางเต็มใจที่จะทำ ไม่มีใครบังคับนาง นางทำเพราะความรัก ความเอื้ออาทร อยากจะแบ่งเบาภาระของสามี อยากจะให้สามีมีเวลาทำอิบาดะฮ์ และปฏิบัติภารกิจศาสนาอย่างเต็มที่ จึงอยากจะช่วยดูแลการงานต่างๆภายในบ้าน ถึงแม้ว่านางจะไม่เคยทำมาก่อนก็ตาม

หลังจากการอพยพผ่านไป บรรดามุสลิมมุฮาญีรีน ก็ยังไม่มีผู้ใดกำเนิดบุตรเลย จนกระทั่งพวกยะฮู้ดแพร่สะพัดข่าวลือว่า การที่มุสลิมไม่มีบุตรเพราะถูกไสยศาสตร์เล่นงาน แต่หลังจากนั้นอัสมาอ ก็ให้กำเนิดบุตรชายคือ อับดุลลอฮ์ บิน ซูเบร พูดเป็นเด็กแรกเกิดคนแรกของมุสลิมที่เกิดที่มาดีนะจากชาวมูฮาญิรีน หลังการอพยพมุสลิมต่างดีใจ และต่างแสดงความยินดีกันอย่างล้นพ้น หลังจากนั้นนางก็ให้กำเนิด “อุรวะฮ์ “ และ “อัลมุนซิร “ ทุกๆคนเป็นผู้รู้เป็นนักรบ และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์อิสลาม

อัลฮัมดูลิลลาฮ์

จากหนังสือส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ของบบรดาซอฮาบะห์